ผู้เขียน หัวข้อ: ศูนย์รวม แนวข้อสอบ+เฉลย ตัวอย่างข้อสอบ หนังสืออ่านสอบ ทุกหน่วยงาน ทุกตำแหน่ง ฟรี  (อ่าน 8363 ครั้ง)

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
จำหน่ายไฟล์เอกสารแนวข้อสอบเอกสารติวข้อสอบ สรุปเนื้อหา และแนวข้อสอบพร้อมเฉลย
ใหม่ล่าสุดที่กำลังเปิดสอบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปติวและเวลาไปหาซื้อหนังสือ


** คู่มืออ่านสอบที่มีเนื้อหาตรงประเด็น ชัดเจน เข้าใจง่าย
** แนวข้อสอบเก่าที่เคยออกข้อสอบในปีที่ผ่านมา


หน่วยงาน พัฒนาชุมชน
หน่วยงาน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
หน่วยงาน สำนักงานสาธารณสุข
หน่วยงาน สรรพากร
หน่วยงาน กรมวิชาการเกษตร
หน่วยงานอุตสาหกรรมการเหมืองแร่
หน่วยงาน กศน.
หน่วยงาน สพฐ.สพป.สพม.
หน่วยงาน ทีโอที  TOT
หน่วยงาน การไฟฟ้านครหลวง
หน่วยงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
หน่วยงาน สสจ.
หน่วยงาน สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
หน่วยงาน กรมพัฒนาที่ดิน
หน่วยงาน สำนักงานควบคุมการบริโภคยาสูบ
หน่วยงาน ศาลยุติธรรม
หน่วยงาน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
หน่วยงาน ธนาคารกรุงไทย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรมเจ้าท่า
กองทัพเรือ
หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ
การรถไฟแห่งประเทศไทย
หน่วยงาน อื่นๆอีกมากมาย

ตำแหน่ง นักวิชาการเกษตร
ตำแหน่ง นิติกร
ตำแหน่ง นักวิชาการพัสดุ
ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป
ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี
ตำแหน่ง นักวิชาสาธารณสุข
ตำแหน่ง นักวิชาคอมพิวเตอร์
ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
ตำแหน่ง นักกีฏวิทยา
ตำแหน่ง นักวิชาสิ่งแวดล้อม
ตำแหน่ง นักพัฒนาสังคม
ตำแหน่ง นักวิเทศสัมพันธ์
ตำแหน่ง นักวิเทศสหการ
ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา
ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคล
ตำแหน่ง วิศวกรรมโยธา
ตำแหน่ง วิศวกรรมไฟฟ้า
ตำแหน่ง แพทย์แผนไทย
ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย




สนใจติดต่อ โทร 090-2465449
Line ID : 0902465449

หรือโอนเงินเข้าบัญชี ธ.ไทยพาณิชย์
บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี วาทยากร หล่อเพชรสวัสดิ์
เลขที่บัญชี 207-203955-8
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2016, 09:36:36 pm โดย watayakorn »



ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
 รวมหนังสืออ่านสอบทุกหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ แนวข้อสอบเก่า ตัวอย่างข้อสอบ!!!!!ทุกตำแหน่ง  ทุกหน่วยงาน!!!!!
ตัวอย่างข้อสอบ ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป
1.  “รัฐวิสาหกิจ” นั้นจะต้องจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายใด
              ก. พรบ. และ พรฎ.                                 ข. พรบ. และ ข้อบัญญัติ
              ค. พรบ. หรือ พรฎ.                                ง. พรบ. หรือ ข้อบัญญัติ
   
2. ข้อใดคือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
              ก. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน             ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
              ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า         ง. ถูกทุกข้อ
   
3.การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึงการปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อสิ่งใด
             ก. เพื่อให้เกิดความผาสุก                       
ข. ความเป็นอยู่ดีของประชาชน
              ค. ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม       
ง. ถูกทุกข้อ
   
4. การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ต้องถือเอาผู้ใดเป็นศูนย์กลาง
              ก. รัฐ                                                  ข. ประชาชน
              ค. ถูกทั้งสองข้อ                                    ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง
   
5.เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วนั้น ให้ผู้ใดจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินร่วมกัน
              ก. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี             
ข. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ค. สำนักงบประมาณร่วมกันจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
ง. ถูกทุกข้อ
 
ตัวอย่างข้อสอบ ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา
1.เทคโนโลยีสมัยใหม่ (Modern Technology) หมายถึง
       (1) เทคโนโลยีทางเทคนิค                           (2) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
       (3) เทคโนโลยีทางข่าวสาร                          (4) ข้อ 1 และข้อ 3 ถูก       
       (5) ถูกทุกข้อ
 
2.การปฏิวัติทางเทคโนโลยียึดหลัก                     
       (1) ความเป็นมาตรฐาน                              (2) ความรวดเร็ว     
       (3) ความทันสมัย                                      (4) ข้อ 1 และข้อ 2 ถูก       
       (5) ถูกทุกข้อ
 
3.เทคโนโลยีการบริหาร คือ                               
       (1) การบริหารที่ต้องใช้เทคนิคเชิงปริมาณ
       (2) การบริหารที่ต้องใช้พฤติกรรมศาสตร์เข้าช่วย     
       (3) การบริหารที่ต้องใช้ทฤษฎีองค์การเข้าช่วย
       (4) ข้อ 1 และข้อ 2 ถูก                             
       (5) ถูกทุกข้อ
 
4.คอมพิวเตอร์ หมายถึง                                 
       (1) หน่วยประมวลผลข้อมูล                        (2) อุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน         
       (3) อุปกรณ์ที่ทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
       (4) ถูกทุกข้อ                                           (5) ไม่มีข้อใดถูก
 

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
สารบัญ เนื้อหา หัวข้อที่เกี่ยวข้อง กับ กรมพัฒนาชุมชน

- ความรู้เกี่ยวกับกรมการพัฒนาชุมชน
- ถาม-ตอบ ยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 55-59
- แนวข้อสอบเกี่ยวกับกรมการพัฒนาชุมชน‏และแผนพัฒนา พ.ศ.2555-2559
- การพัฒนาชุมชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
- บทบาท หน้าที่ อาสาพัฒนาชุมชน _อสพ
- แนวข้อสอบการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำนักงาน
- รวมข้อสอบอาสาพัฒนาชุมชน
- สรุป ข่าวเด่น สถานการณ์ปัจจุบัน ข่าวไทย และทั่วโลก
- สรุปสาระสำคัญของประชาคมอาเซียน

ตัวอย่างข้อสอบ
การพัฒนาชุมชน ถูกนำมาใช้ครั้งแรกที่ประเทศใด
ก. สหรัฐอเมริกา ข. อังกฤษ
ค. ฝรั่งเศส ง. สวีเดน
คำตอบ ข. การพัฒนาชุมชน มีที่มาจากคำว่า “การศึกษามวลชน” (Mass Education) โดยถูกนำ มาใช้ครั้งแรกในประเทศอังกฤษ

การพัฒนาชุมชน มีทรัพยากรที่สำคัญสุด คือ
ก. คนในสังคม ข. นายกรัฐมนตรี
ค. กำนัน ง. ผู้ใหญ่บ้าน
คำตอบ ก. ปรัชญาในการพัฒนาชุมชนเชื่อมั่นในความสามารถของคน การดำรงอยู่หรือล่มสลายของสังคม การพัฒนาหรือเสี่ยมถอยของสังคม ขึ้นอยู่กับคนในสังคมเป็นสำคัญ

ใครเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน
ก. นายอำเภอ ข. ปลัดอำเภอ
ค. กำนันผู้ใหญ่บ้าน ง. คนในชุมชน
คำตอบ ง. การพัฒนาชุมชนต้องใช้คนในสังคมเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา คือพัฒนาให้มีความสามารถในการพัฒนาตนเองและชุมชนให้มีมาตรฐานในการดำรงชีพ มีคุณภาพที่ดี มีความพร้อมที่จะพัฒนาชุมชนของตนเอง

การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาคิด ร่วมปฏิบัติ และรับผิดชอบในทุกขั้นตอนเป็นแนวคิดความเรื่องใดในการพัฒนาชุมชน
ก. การมีส่วนร่วมของประชาชน ข. การใช้ทรัพยากรในชุมชน
ค. การร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน ง. การริเริ่มของประชาชนในชุมชน
คำตอบ ก. แนวความคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาคิด ร่วมปฏิบัติ และรับผิดชอบในทุกขั้นตอน เป็นแนวคิดความคิดในการพัฒนาชุมชน

แนวคิดของการพัฒนาชุมชนข้อใด ที่นำไปสู่การพัฒนาคนโดยการให้การศึกษา
ก. ความต้องการของชุมชน ข. การช่วยเหลือตนเอง
ค. การศึกษาภาคชีวิต ง. การริเริ่มของประชาชน
คำตอบ ค. การศึกษาภาคชีวิต (Life-Long Education) เป็นงานพัฒนาชุมชนซึ่งถือเป็นกระบวนการให้การศึกษาภาคชีวิตแก่ประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน การให้การศึกษาต้องให้อย่างต่อเนื่องกันไป ตราบเท่าที่ยังดำรงชีวิตอยู่ในสังคม

การพัฒนาชุมชนที่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยประชาชนในชุมชนจะมีลักษณะอย่างไร
ก. มีสิทธิและเสรีภาพ ข. มีอิสรภาพ
ค. ความเสมอภาค ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ ง. การพัฒนาชุมชน ต้องมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย เป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพแก่คนในชุมชน ตามระบอบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนเป็นผู้กำหนดวิถีดำรงชีวิตของตนและชุมชนด้วยตนเอง

ข้อใด มิใช่ แนวความคิดของกรมพัฒนาชุมชน
ก. มนุษย์ทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นคน
ข. มนุษย์ทุกคนมีความสามารถหรือศักยภาพ
ค. ความสามารถของมนุษย์ทุกคนพัฒนาได้ถ้ามีโอกาส
ง. มนุษย์ทุกคนต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ จึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
คำตอบ ง. กรมพัฒนาชุมชน มีความเชื่อเกี่ยวกับงานพัฒนาชุมชนว่า
1. มนุษย์ทุกคนมีเกรียติและศักดิ์ศรีของความเป็นคน
2. มนุษย์ทุกคนมีความสามารถหรือศักยภาพ
3. ความสามารถของมนุษย์ทุกคนพัฒนาได้ถ้ามีโอกาส

การพัฒนาชุมชนในเรื่องความร่วมมือระหว่างประชาชนกับรัฐบาล เป็นการนำเอาเรื่องใดมาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชนให้ดีขึ้น
ก. บริการของรัฐกับความต้องการของประชาชน
ข. นโยบายระหว่างประเทศกับนโยบายของรัฐ
ค. นโยบายทางเศรษฐกิจกับความต้องการของประชาชน
ง. นโยบายสาธารณะกับความต้องการของปัจเจกชน
คำตอบ ก. การพัฒนาชุมชน เป็นการร่วมมือกันระหว่างประชาชนกับรัฐบาลเป็นวิถีที่นำเอาบริการของรัฐบาลกับความต้องการของประชาชนมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
รวมข้อสอบ 700 ข้อ ตำแหน่ง นิติกร กระทรวงยุติธรรม ประจำปี 2558

ส่วนที่ 1 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ส่วนที่ 2 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
ส่วนที่ 3 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ส่วนที่ 4 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ส่วนที่ 5 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ส่วนที่ 6 พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544
ส่วนที่ 7 พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546
ส่วนที่ 8 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
ส่วนที่ 9 ประมวลกฎหมายอาญา
ส่วนที่ 10 ประมวลกฎหมายแพ่ง
ส่วนที่ 11 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ส่วนที่ 12 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ส่วนที่ 13 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรม

รวมข้อสอบ 700 ข้อ ตำแหน่ง นักบริหารจัดการงานยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ประจำปี 2558

- กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2545
- รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557
- แนวข้อสอบรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557
- เฉลยคำตอบ
- แนวข้อสอบแผนฯ (ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 - 2559)
- เฉลยคำตอบ
- ผลงานสำคัญของกระทรวงยุติธรรมตามนโยบายรัฐบาล
- ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการ
- ส่วนประกอบของการบริหารจัดการ
- ความหมายของการพัฒนาองค์กร
- ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรม
- ระบบงานอำนวยความยุติธรรม
- การจัดทำแผน/ โครงการ
- การวางแผน
- การจัดทำแผนปฎิบัติราชการ 4 ปี ของหน่วยงาน
- แนวข้อสอบนักบริหารจัดการงานยุติธรรม
- เฉลยคำตอบ
- แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับการบริหารองค์กร
- เฉลยคำตอบ
- แนวข้อสอบ ความรู้เกี่ยวกับการบริหารองค์กร
- แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนและเขียนโครงการ

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
ตัวอย่างแนวข้อสอบ นักตรวจสอบภาษีปฏิบัติการ กรมสรรพกร

1. แดง ไปเสียภาษีอากร ณ ที่ว่าการอำเภอ การเสียภาษีอากรของแดงดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด
ก.เมื่อจ่ายเงินภาษีอากรให้กับเจ้าหน้าที่
ข. เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินเรียบร้อยแล้วแต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ลงลายมือชื่อ
ค.  เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินเรียบร้อยพร้อมกับเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว
ง.เมื่อแดงลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินว่าได้จ่ายภาษีอากรแล้ว
2. เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีอากรใครมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพกรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่น
ก.  อธิบดี                           ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค.สรรพากรเขต                     ง. ถูกทุกข้อ
3.การตรวจสอบและการรับรองบัญชีของบุคคลจะกระทำได้จะต้องได้รับใบอนุญาตจากใคร
ก. อธิบดี                                                                           
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค.   สรรพากรเขต                                               
ง. นายอำเภอ
4. ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงานผู้กระทำหน้าที่เพื่อทำการตรวจค้นยึดหรืออายัดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับการเสียภาษีอากร จะต้องมีโทษอย่างไร
ก.ปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข.ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
ค.ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
ง.ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
5. ผู้รักษาการตามประมวลรัษฎากรคือใคร
ก.นายกรัฐมนตรี                          ข. อธิบดี
ค.   ผู้ว่าราชการจังหวัด                 ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
 
6. คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทยจะต้องยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดเพื่อขอรับใบผ่านภาษีอาการภายในกำหนดเวลาเท่าใด
ก.เกิน  15 วันก่อนออกเดินทาง           ข. ไม่เกิน  30 วันก่อนออกเดินทาง
ค.ไม่เกิน  7 วันก่อนออกเดินทาง         ง. ไม่เกิน  10 วันก่อนออกเดินทาง
7. กรณีที่คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรหรือยื่นคำร้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากรเดินทางออกจากประเทศไทย ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเสียเงินเพิ่มร้อยละเท่าใดของเงินเสียภาษีอากร
ก. ร้อยละ  20                                 ข. ร้อยละ 30
ค.   ร้อยละ  40                               ง. ร้อยละ 50
8. ใบผ่านภาษีอากรให้มีอายุใช้ได้กี่วันนับแต่วันออก
ก. 5  วัน                      ข. 7 วัน
ค.   15 วัน                   ง. 20 วัน
9. คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทยโดยไม่มีใบผ่านภาษีอากรต้องระวางโทษอย่างไร
ก.ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
ข.ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
ค.ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
ง.ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
10.อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดใดต่อไปนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
ก. ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
ข. ชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกประเมินเพิ่มเติมของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น
ค. ชื่อผู้สอบบัญชีและพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี
ง.  ถูกทุกข้อ


ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
ตัวอย่าง  ข้อสอบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทุกตำแหน่ง

1. ข้อใดคือเว็ปไซด์ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. http://www.dsdw.co.th
ค. http:// www.bsd.dsdw.in.th
ข. http://www.dsdw.go.th
ง. http:// www.bsd.dsdw.go.th
 
2. ข้อใดคือชื่อย่อของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. กพส.                                                                                 ค. พส.
ข. กสก.                                                                                  ง. กส.
 
3. สพส. คือ
ก. สำนักบริหารกลาง                                                      ค. สำนักคุ้มครองสวัสดิภาพชุมชน
ข. สำนักบริการสวัสดิการสังคม                                    ง. สำนักพัฒนาสังคม
 
4. ข้อใดคือชื่อภาษาอังกฤษของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. Metropoutan  Waterwork  Authority
ข. Department of  Labour  Protection and Welfare
ค. Department of  Development Social and Welfare
ง. Department of  Social  Development and Welfare
 
5. ข้อใดคือวิสัยทัศน์ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. ”มุ่งมั่น พัฒนาตน พัฒนาระบบงาน อย่างยึดมั่นในประโยชน์ของผู้ใช้บริการ ด้วยความรับผิดชอบ”
ข. เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้ระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายพึ่งตนเองได้
ค. เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการ  เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายพึ่งตนเองได้
ง. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดระบบเครือข่าย และประสานให้มีการพัฒนาสังคมและ
จัดสวัสดิการที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
 
6. ข้อใด   ไม่ใช่  พันธกิจของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. ”มุ่งมั่น พัฒนาตน พัฒนาระบบงาน อย่างยึดมั่นในประโยชน์ของผู้ใช้บริการ ด้วยความรับผิดชอบ”
ข. กำหนด และพัฒนาระบบการจัดบริการทางสังคมให้มีมาตรฐาน
ค. ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู คุ้มครอง และพัฒนาศักยภาพแก่กลุ่มเป้าหมาย
ง. พัฒนาระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และได้มาตรฐาน
 
7. ข้อใด  ไม่ใช่  ค่านิยมของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดระบบเครือข่าย และประสานให้มีการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
ข.  การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ค. เป็นศูนย์กลางในการให้บริการ
ง. ความรับผิดชอบต่อสังคม
 
8. ข้อใดคือภารกิจของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. การให้บริการสวัสดิการสังคมการสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร ้คนไร้ที่พึ่ง โดยการประสานงานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข. การให้บริการสวัสดิการสังคมการสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคมโดยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในรูปแบบของสถาน สงเคราะห์
ค. การส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนและท้องถิ่นจัดสวัสดิการสังคม เพื่อ ให้กลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาทางสังคมสามารถดำรงชีวิตและ พึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์
ง. ถูกทุกข้อ
 
9. ข้อใดคืออำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ก. พัฒนารูปแบบและวิธีการในการให้บริการสวัสดิการและการสังคมสงเคราะห์ในแต่ละกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้อง กับ มาตรฐานที่กำหนด
ข. ส่งเสริมและประสานการดำเนินงานของเครือข่ายบริการสวัสดิการสังคมของแต่ละกุล่ม เป้าหมายและแต่ละพื้นที่
ค. จัดบริการสวัสดิการสังคม การให้คำปรึกษาแนะนำ การให้ความช่วยเหลือ การแก้ไขปัญหาแก่ผู้ประสบปัญหาทาง สังคม กลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่มีปัญหาทางสังคม รวมทั้ง การประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ง. ถูกทุกข้อ
 
10. ข้อใดคือนโยบายสวัสดิการสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
ก. แก้ไขปัญหาความยากจนอย่างครบวงจรมุ่งให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจนมีหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิต
ข. เด็ก สตรี และคนพิการที่ด้อยโอกาส ไม่ถูกเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิอันพึงได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
ค. ถูกทั้ง  ก  และ  ค
ง. ไม่มีข้อถูก

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
ข้อสอบวิชาคอมพิวเตอร์

1. คอมพิวเตอร์คืออะไร
   ก.  ระบบโปรแกรมการทำงาน
   ข.  การคำนวณ
   ค.  เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานตามขั้นตอนของโปรแกรม
   ง.   อุปกรณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์
2. ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์คืออะไร
   ก.  อุปกรณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบโปรแกรมการทำงาน
   ข.  การคำนวณ
   ค.  เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานตามขั้นตอนของโปรแกรม
   ง.   ระบบโปรแกรมการทำงาน
3. ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์คืออะไร
   ก.  อุปกรณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบโปรแกรมการทำงาน
   ข.  โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
   ค.  เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานตามขั้นตอนของโปรแกรม
   ง.   ระบบโปรแกรมการทำงาน
4. การวัดขนาดข้อมูล 8 Bit มีค่าเท่ากับ
   ก.  10 Byte
   ข.  100 Byte
   ค.  1 Byte
   ง.   1024 Byte
5. การวัดขนาดข้อมูล 1 KB(กิโลไบต์) มีค่าเท่ากับ
   ก.  1024 KB
ข.  1024 MB
   ค.  1024 Byte
              ง.  1024 Byte



6. การวัดขนาดข้อมูล 1 MB(เมกกะไบต์) มีค่าเท่ากับ
   ก.  1024 KB
ข.  1024 MB
   ค.  1024 Byte
              ง.  1024 Byte

7. การวัดขนาดข้อมูล 1 GB(กิกะไบต์) มีค่าเท่ากับ
   ก.  1024 KB
ข.  1024 MB
   ค.  1024 Byte
              ง.  1024 Byte
8. การวัดขนาดข้อมูล 1 TB(เทราไบต์) มีค่าเท่ากับ
   ก.  1024 KB
ข.  1024 MB
   ค.  1024 GB
              ง.  1024 Byte
9. RAM คืออะไร
   ก.  หน่วยความจำถาวรที่ติดตั้งมาพร้อมกับแผงเมนบอร์ด
ข.  หน่วยความจำเสมือน
   ค.  หน่วยความจำจำลองที่ทำงานแทนเมนบอร์ด
              ง.   หน่วยความจำชั่วคราวที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้
10. ROM คืออะไร
   ก.  หน่วยความจำถาวรที่ติดตั้งมาพร้อมกับแผงเมนบอร์ด
ข.  หน่วยความจำเสมือน
   ค.  หน่วยความจำจำลองที่ทำงานแทนเมนบอร์ด
              ง.   หน่วยความจำชั่วคราวที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้
11. ข้อมูล คืออะไร
   ก.  ข้อมูลที่ได้รับการกรอง และเรียบเรียง ที่สามารถนำไปใช้งานได้
ข.  ความเป็นจริงที่ยังเป็นข้อมูลดิบซึ่งไม่ได้ผ่านการประมวลผลใด ๆ
   ค.  ข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว
              ง.   ผลลัพท์ของการทำงาน

12. ข้อมูลสารสนเทศ คืออะไร
   ก.  ข้อมูลที่ได้รับการกรอง และเรียบเรียง ที่สามารถนำไปใช้งานได้
ข.  ความเป็นจริงที่ยังเป็นข้อมูลดิบซึ่งไม่ได้ผ่านการประมวลผลใด ๆ
   ค.  ข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว
              ง.   ผลลัพท์ของการทำงาน
13. ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
   ก.  Microsoft Windows98
ข.  Microsoft Windows ME
   ค.  Microsoft Windows XP
              ง.  Microsoft Office
14. ในปัจจุบันนิยมใช้ระบบปฏิบัติการอะไรมากที่สุด
   ก.  Microsoft Windows98
ข.  Microsoft Windows ME
   ค.  Microsoft Windows XP
              ง.  Microsoft Office
15. ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP ได้พัฒนาต่อจากระบบปฎิบัตการอะไร
   ก.  Microsoft Windows98
ข.  Microsoft Windows ME
   ค.  Microsoft Windows XP
              ง.  Microsoft Office
16. MOUSE คืออะไร
   ก.  เครื่องพิมพ์
ข.  อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล เพื่อให้เราสามารถป้อนคำสั่งต่าง ๆ ได้
   ค.  อุปกรณ์สื่อสาร
              ง.  อุปกรณ์แสดงผล
17. ถ้าต้องการสลับปุ่มการทำงานซ้าย-ขวา ของเม้าส์ต้องคลิกปรับที่หัวข้อใด
   ก.  Button configulation
ข.  Double-click Speed
   ค.  Click Lock
              ง.  Click


18. ถ้าต้องการปรับความเร็วในการดับเบิ้ลคลิกให้ช้าหรือเร็ว ของเม้าส์ต้องคลิกปรับที่หัวข้อใด
   ก.  Button configulation
ข.  Click
   ค.  Click Lock
ง.  Double-click Speed
19. ถ้าต้องการคลิกลากโดยไม่ต้องคลิกเม้าส์ค้างไว้ต้องปรับที่หัวข้อใด
   ก.  Button configulation
ข.  Double-click Speed
   ค.  Click
ง.  Click Lock
20. คำสั่งใดที่ใช้ในการลบไฟล์
   ก.  Delete
ข.  Rename
   ค.  Open
ง.  Save


 

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
พระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่  พ.ศ. ๒๕๒๖

พระราชบัญญัติ
สภาการเหมืองแร่
พ.ศ. ๒๕๒๖
 
 
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖
เป็นปีที่ ๓๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
 
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสภาการเหมืองแร่
 
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
 
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖”
 
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“อุตสาหกรรมเหมืองแร่” หมายความว่า การทำเหมืองตามกฎหมายว่าด้วยแร่
“ธุรกิจเหมืองแร่” หมายความว่า การสำรวจแร่ การซื้อแร่ การขายแร่ การเก็บแร่ การแต่งแร่ การประกอบโลหกรรม การนำแร่เข้าหรือส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยแร่
“สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกของสภาการเหมืองแร่
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสภาการเหมืองแร่
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสภาการเหมืองแร่
“พนักงาน” หมายความว่า พนักงานของสภาการเหมืองแร่ และให้หมายความรวมถึงเลขาธิการด้วย
“ลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างของสภาการเหมืองแร่
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
 
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
 
หมวด ๑
การจัดตั้งสภาการเหมืองแร่
 
 
มาตรา ๕ ให้จัดตั้งสภาการเหมืองแร่ขึ้น มีอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
ให้สภาการเหมืองแร่เป็นนิติบุคคล
 
มาตรา ๖ สภาการเหมืองแร่มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และธุรกิจเหมืองแร่ภาคเอกชนในการประสานนโยบายและดำเนินงานระหว่างเอกชนกับรัฐ
(๒) ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่
(๓) ศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และธุรกิจเหมืองแร่
(๔) คุ้มครองและรักษาประโยชน์ของสมาชิกในการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่
(๕) ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและทดลองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และธุรกิจเหมืองแร่ รวมทั้งเผยแพร่ผลงานดังกล่าวให้สมาชิกทราบ
 
มาตรา ๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๖ ห้ามสภาการเหมืองแร่กระทำการใดๆ ดังต่อไปนี้
(๑) กระทำการอันเป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของการประกอบธุรกิจ เว้นแต่จะเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล
(๒) กระทำการอันเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และธุรกิจเหมืองแร่ที่มีอยู่แล้วตามกฎหมาย
 
มาตรา ๘ ให้สภาการเหมืองแร่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาในจังหวัดอื่นได้ตามความจำเป็น
การจัดตั้งสำนักงานสาขาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาการเหมืองแร่กำหนด
 
มาตรา ๙ สภาการเหมืองแร่อาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
(๑) ค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงของสมาชิก
(๒) ค่าบำรุงพิเศษ
(๓) ทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้
(๔) เงินรายได้อื่นๆ
 
มาตรา ๑๐ ให้สภาการเหมืองแร่มีอำนาจเรียกเก็บค่าบำรุงพิเศษได้
ค่าบำรุงพิเศษจะเรียกเก็บจากสมาชิกประเภทใด โดยวิธีใด ในอัตราเท่าใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่
อัตราค่าบำรุงพิเศษที่จะเรียกเก็บในปีหนึ่งๆ สำหรับสมาชิกที่ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ต้องไม่เกินร้อยละ ๐.๑ ของราคาแร่ที่สมาชิกแต่ละรายจำหน่ายในปีนั้นจากแร่ที่ได้ในการทำเหมือง และสำหรับสมาชิกที่มิได้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องไม่เกินปีละหนึ่งหมื่นบาท
 
มาตรา ๑๑ ห้ามบุคคลใดนอกจากสภาการเหมืองแร่ใช้ชื่อที่เป็นภาษาไทยว่า “สภาการเหมืองแร่” หรืออักษรต่างประเทศที่แปลหรืออ่านว่า “สภาการเหมืองแร่”
 
หมวด ๒
สมาชิก กรรมการ พนักงานและลูกจ้าง
 
 
มาตรา ๑๒ สภาการเหมืองแร่มีสมาชิกสามประเภท คือ
(๑) สมาชิกสามัญ
(๒) สมาชิกสมทบ
(๓) สมาชิกชั่วคราว
 
มาตรา ๑๓ ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสามัญ
ผู้ประกอบธุรกิจเหมืองแร่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสมทบ
ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่หรือธุรกิจเหมืองแร่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกชั่วคราว
 
มาตรา ๑๔ การรับเป็นสมาชิก สิทธิ หน้าที่ และการขาดจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาการเหมืองแร่รวมทั้งการอุทธรณ์ในกรณีที่สภาการเหมืองแร่ไม่รับผู้สมัครเป็นสมาชิก ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่
 
มาตรา ๑๕ สมาชิกชั่วคราวซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรือธุรกิจเหมืองแร่แล้ว ให้เปลี่ยนฐานะเป็นสมาชิกสามัญ หรือสมาชิกสมทบ แล้วแต่กรณี
 
มาตรา ๑๖ ให้มีคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่คณะหนึ่งมีจำนวนไม่เกินสิบแปดคน ประกอบด้วยกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกสามัญที่เลือกตั้งโดยสมาชิกสามัญมีจำนวนเป็นสองเท่าของกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกสมทบที่เลือกตั้งโดยสมาชิกสมทบ
ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกสามัญคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการเป็นประธานที่ประชุมสภาการเหมืองแร่
 
มาตรา ๑๗ ห้ามผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เป็นกรรมการ
(๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสภาการเหมืองแร่
(๒) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๓) เป็นข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง
(๔) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๕) เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกเว้นแต่ในความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
 
มาตรา ๑๘ กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับเลือกตั้ง ให้กรรมการซึ่งเป็นสมาชิกสามัญ และสมาชิกสมทบออกจากตำแหน่งจำนวนฝ่ายละกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการแต่ละฝ่ายโดยวิธีจับสลาก หากจำนวนที่คำนวณได้มีเศษให้ปัดเศษทิ้ง
การเลือกตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตามวรรคสอง ให้นำมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับ
ในกรณีที่มีการเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือพ้นจากตำแหน่งโดยวิธีจับสลาก ให้ผู้ได้รับเลือกตั้งใหม่อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยวิธีจับสลากอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้
 
มาตรา ๑๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๘ กรรมการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ที่ประชุมสภาการเหมืองแร่มีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสามัญ และสองในสามของจำนวนสมาชิกสมทบที่มาประชุม
(๔) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๗
(๕) รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๔๐
เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการเรียกประชุมสภาการเหมืองแร่เพื่อเลือกตั้งสมาชิกสามัญ หรือสมาชิกสมทบ แล้วแต่กรณี เป็นกรรมการแทนภายในสามสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้นั้นจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่เลือกตั้งกรรมการแทนก็ได้
กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งตามวรรคสองอยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน
 
มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ยังมิได้มีการเลือกตั้งกรรมการแทนตามมาตรา ๑๘ หรือในระหว่างที่ยังมิได้มีการเลือกตั้งกรรมการแทน หรือในกรณีที่ไม่มีการเลือกตั้งกรรมการแทนตามมาตรา ๑๙ ให้กรรมการที่เหลืออยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการต่อไปได้ แต่ต้องมีกรรมการพอที่จะเป็นองค์ประชุมตามมาตรา ๒๒
 
มาตรา ๒๑ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและดำเนินงานของสภาการเหมืองแร่ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาการเหมืองแร่รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๖
(๒) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการ
(๓) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุมและดำเนินกิจการของคณะกรรมการ และการประชุมสภาการเหมืองแร่
(๔) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการรับสมัคร คุณสมบัติ สิทธิ หน้าที่ วินัย การลงโทษสมาชิก และการพ้นจากสมาชิกภาพรวมทั้งการอุทธรณ์ในกรณีที่สภาการเหมืองแร่ไม่รับผู้สมัครเป็นสมาชิก
(๕) ออกข้อบังคับกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง ค่าบำรุงพิเศษ และค่าบริการที่จะพึงเรียกเก็บจากสมาชิก
(๖) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบัญชีและการเงินของสภาการเหมืองแร่
(๗) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินบำเหน็จรางวัลพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งระเบียบ วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ของพนักงานและลูกจ้าง
(๘) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการสงเคราะห์พนักงานและลูกจ้างตลอดจนครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หรือผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงานและลูกจ้าง
(๙) ออกระเบียบหรือข้อบังคับในเรื่องอื่นใดที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของสภาการเหมืองแร่
(๑๐) ให้คำปรึกษา แนะนำ ชี้แจง และอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่
(๑๑) เสนอแนะ ให้ความเห็น และให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่
การกำหนดหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับตาม (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๙) ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสภาการเหมืองแร่ก่อนและการกำหนดหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับตาม (๒) (๔) และ (๕) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีแล้วจึงให้ใช้บังคับได้
 
มาตรา ๒๒ การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกสามัญคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือตามเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้ามีการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับตัวกรรมการผู้ใด กรรมการผู้นั้นมีสิทธิเข้าประชุมเพื่อชี้แจงในเรื่องนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
 
มาตรา ๒๓ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเลขาธิการการสภาการเหมืองแร่ขึ้นหนึ่งคนมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๖ และให้เลขาธิการเป็นเลขานุการของคณะกรรมการและของที่ประชุมสภาการเหมืองแร่ด้วย
เลขาธิการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
ให้เลขาธิการได้รับเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
 
มาตรา ๒๔ เลขาธิการต้องมีคุณสมบัติตาม (๑) (๒) และ (๓) และไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (๔) (๕) (๖) และ (๗) ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีความรู้เกี่ยวกับการอุตสาหกรรมเหมืองแร่หรือธุรกิจเหมืองแร่
(๓) สามารถทำงานให้แก่สภาการเหมืองแร่ได้เต็มเวลา
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกเว้นแต่ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๗) เป็นข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง
 
มาตรา ๒๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๓ เลขาธิการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๔
 
มาตรา ๒๖ เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกิจการของสภาการเหมืองแร่ และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง
(๒) รวบรวม ศึกษา และวิจัยข้อมูล สถิติ และกิจการอันเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่
(๓) เสนอแนะและปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๑
ในการบริหารกิจการเลขาธิการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการ
 
มาตรา ๒๗ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสภาการเหมืองแร่ และเพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบหมายเป็นหนังสือให้บุคคลใดปฏิบัติกิจการบางอย่างแทนก็ได้ ในเมื่อกิจการนั้นไม่ขัดต่อระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้
 
มาตรา ๒๘ เมื่อตำแหน่งเลขาธิการว่างลงหรือเลขาธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการหรือพนักงานคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ทำการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเลขาธิการ
 
มาตรา ๒๙ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งของสภาการเหมืองแร่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
การประชุมของคณะอนุกรรมการให้นำมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้อนุกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนด
 
มาตรา ๓๐ ให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ที่ประชุมสภาการเหมืองแร่กำหนด
 
หมวด ๓
การดำเนินกิจการของสภาการเหมืองแร่
 
 
มาตรา ๓๑ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมสภาการเหมืองแร่ปีละหนึ่งครั้ง การประชุมเช่นนี้เรียกว่า ประชุมสามัญ
การประชุมคราวอื่นนอกจากการประชุมตามวรรคหนึ่งเรียกว่า ประชุมวิสามัญ
 
มาตรา ๓๒ เมื่อมีเหตุจำเป็นคณะกรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้
สมาชิกสามัญหรือสมาชิกสมทบ หรือสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบ จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในแปดของจำนวนสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบรวมกัน จะทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้เรียกประชุมวิสามัญก็ได้ ในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด
ในกรณีที่สมาชิกเป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญตามวรรคสองให้คณะกรรมการเรียกประชุมวิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับหนังสือร้องขอ
 
มาตรา ๓๓ ในการประชุมสภาการเหมืองแร่ ต้องมีสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบรวมกัน จึงจะเป็นองค์ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือตามเสียงข้างมากของสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบรวมกันซึ่งมาประชุม
สมาชิกคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
 
มาตรา ๓๔ สมาชิกชั่วคราวมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมสภาการเหมืองแร่แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
 
มาตรา ๓๕ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานประจำปีแสดงผลงานของคณะกรรมการในปีที่ล่วงมา และคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายเสนอต่อที่ประชุมสามัญพร้อมด้วยงบดุลและบัญชีรายได้รายจ่ายประจำปี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับรองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทินและให้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวไปยังรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมสามัญรับรองแล้ว
 
มาตรา ๓๖ ผู้สอบบัญชีตามมาตรา ๓๕ นั้น ให้ที่ประชุมสภาการเหมืองแร่แต่งตั้งจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี และต้องไม่เป็นกรรมการ เลขาธิการ พนักงานหรือลูกจ้าง
ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุด บัญชี และเอกสารหลักฐานของสภาการเหมืองแร่ และขอคำชี้แจงจากกรรมการ เลขาธิการ พนักงานและลูกจ้างได้
ให้ผู้สอบบัญชีได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ที่ประชุมสภาการเหมืองแร่กำหนด
 
หมวด ๔
การควบคุมของรัฐ
 
 
มาตรา ๓๗ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) ควบคุมดูแลให้คณะกรรมการดำเนินการตามมาตรา ๓๕
(๒) สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภาการเหมืองแร่
(๓) สั่งเป็นหนังสือให้กรรมการหรือเลขาธิการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของสภาการเหมืองแร่ และจะให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการด้วยก็ได้
(๔) สั่งเป็นหนังสือโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีให้สภาการเหมืองแร่ยับยั้งหรือแก้ไขการกระทำใดๆ ที่ปรากฏว่าขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรี
 
มาตรา ๓๘ เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๗ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานในสำนักงานของสภาการเหมืองแร่ได้ในระหว่างเวลาทำการ หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องชี้แจงแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ร้องขอ
ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
 
มาตรา ๓๙ ในการปฏิบัติตามมาตรา ๓๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
 
มาตรา ๔๐ เมื่อปรากฏว่าสภาการเหมืองแร่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรี ตามมาตรา ๓๗ หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของสภาการเหมืองแร่ หรือกระทำการใดๆ อันอาจเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งให้กรรมการคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีเช่นนี้ กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งไม่มีสิทธิเป็นกรรมการอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่ง
 
มาตรา ๔๑ ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๔๐ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลจากสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบของสภาการเหมืองแร่ที่เหมาะสมตามจำนวนและอัตราส่วนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖ เป็นกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง และให้คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่เรียกประชุมสภาการเหมืองแร่ เพื่อเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา ๑๖ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
เมื่อเลือกตั้งคณะกรรมการใหม่แล้ว ให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง พ้นจากหน้าที่
 
หมวด ๕
บทกำหนดโทษ
 
 
มาตรา ๔๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละหนึ่งร้อยบาทจนกว่าจะเลิกใช้
 
มาตรา ๔๓ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ชี้แจงหรือไม่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
 
หมวด ๖
บทเฉพาะกาล
 
 
มาตรา ๔๔ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การเหมืองแร่ในทะเล ผู้อำนวยการองค์การเหมืองแร่ นายกสมาคมเหมืองแร่ไทย นายกสมาคมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นายกสมาคมเหมืองแร่สยามนานาชาติ นายกสมาคมฟลูออไรท์ไทย นายกสมาคมเหมืองแร่จังหวัดระนอง และนายกสมาคมเหมืองแร่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นคณะกรรมการชั่วคราว ทำหน้าที่แทนสภาการเหมืองแร่ และดำเนินการรับสมัครสมาชิกภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้คณะกรรมการชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง จัดให้มีการประชุมสมาชิกเพื่ออนุมัติข้อบังคับว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๒๑ และเลือกตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๑๖ และปฏิบัติการอย่างอื่นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้คณะกรรมการชั่วคราวดังกล่าวพ้นจากหน้าที่เมื่อคณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ารับหน้าที่
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ถ้ามีเหตุจำเป็นและสมควร รัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาให้ก็ได้ การขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
คณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งตามวรรคสอง ต้องจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่เพื่อแต่งตั้งประธานกรรมการตามมาตรา ๑๖ วรรคสอง และเลขาธิการตามมาตรา ๒๓ และจัดให้มีการประชุมสภาการเหมืองแร่ตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อรับรองผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการชั่วคราว ตลอดจนพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและเรื่องอื่นๆ ที่ที่ประชุมพิจารณาเห็นสมควร
 
มาตรา ๔๕ ให้ผู้ที่ใช้ชื่อที่เป็นภาษาไทยว่า “สภาการเหมืองแร่” หรืออักษรต่างประเทศที่แปลหรืออ่านว่า “สภาการเหมืองแร่” ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา ๑๑ อยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเลิกใช้ชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าวแล้วนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และในระหว่างเวลาดังกล่าวมิให้นำมาตรา ๔๒ มาใช้บังคับ
 
 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากแร่เป็นทรัพยากรของชาติที่ใช้หมดแล้วจะไม่สามารถหาสิ่งอื่นใดมาทดแทนได้ และในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและทำรายได้ให้แก่ประเทศชาติมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สมควรจัดตั้งสภาการเหมืองแร่ขึ้นทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และธุรกิจเหมืองแร่ ในการประสานนโยบายและการดำเนินงานระหว่างเอกชนกับรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
แนวข้อสอบตำแหน่ง นักพัสดุ : ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535

 
1.    ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบันฉบับที่ ?
ก. ฉบับที่ 5
ข. ฉบับที่ 6
ค. ฉบับที่ 7*
ง. ฉบับที่ 8


2. ผู้รักษาการตามระเบียบนี้ คือ
ก. ปลัดกระทรวงการคลัง*
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี


3. การพัสดุ ตามระเบียบฯ หมายความว่า
ก. การจัดทำเอง
ข. การซื้อ
ค. การจ้างที่ปรึกษา
ง. ถูกทุกข้อ*


4. ข้อใดไม่ได้หมายถึงการจ้างตามระเบียบนี้
ก. จ้างทำของ
ข. จ้างเหมาบริการ
ค. จ้างลูกจ้างของส่วนราชการ*
ง. การรับขน


5. เงินงบประมาณ หมายความว่า
ก. งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ข. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
ค. เงินคงเหลือจ่ายข้ามปี
ง. ถูกทุกข้อ*
6. ตามระเบียบฯ อาคาร หมายความว่า
ก. อาคารที่ทำการ
ข. โรงเรียน
ค. สนามกีฬา
ง. ถูกทุกข้อ*

7. คำว่า ส่วนราชการ ตามระเบียบฯ หมายความว่า
ก. กระทรวง
ข. กรม
ค. สำนักงาน
ง. ถูกทุกข้อ*


8. หัวหน้าส่วนราชการ คือ
ก. อธิบดี
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. เลขาธิการ ก.พ.
ง. ถูกทุกข้อ*


9. ใครคือ เจ้าหน้าที่พัสดุโดยตำแหน่ง
ก. หัวหน้าหน่วยงานระดับกอง*
ข. เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้ง
ค. เลขานุการสำนักงาน ซึ่งได้รับแต่งตั้ง
ง. ถูกทุกข้อ


10. คำว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะต้องถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ.....
ก. 25*
ข. 30
ค. 40
ง. 50


11. การขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หมายความว่า
ก. การสมยอม
ข. การรับว่าจะให้
ค. การใช้กำลังประทุษร้าย
ง. ถูกทุกข้อ*
12. ข้อใดหมายถึง งานก่อสร้างสาธารณูปโภค
ก. การประปา
ข. การโทรคมนาคม
ค. การระบายน้ำ
ง. ถูกทุกข้อ*


13. ระเบียบนี้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการ ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุโดย
ก. เงินงบประมาณ
ข. เงิน
ค. เงินช่วยเหลือ
ง. ถูกทุกข้อ*

14. การมอบอำนาจตามระเบียบนี้ ให้ผู้มอบอำนาจส่งสำเนาหลักฐานการมอบอำนาจให้กับ
ก. กรมสรรพกร
ข. สตง.*
ค. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ
ง. ถูกทุกข้อ


15. ถ้าการกระทำที่มีเจตนาทุจริต หรือเป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายอย่างร้ายแรง การดำเนินการลงโทษอย่างต่ำ คือ
ก. ปลดออก*
ข. ไล่ออก
ค. ตัดเงินเดือน
ง. ตักเตือน

 
16. ถ้าการกระทำเป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายแต่ไม่ร้ายแรง ให้ลงโทษอย่างต่ำ คือ
ก. ปลดออก
ข. ไล่ออก
ค. ตัดเงินเดือน*
ง. ตักเตือน


17. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ประกอบด้วย
ก. ปลัดกระทรวงการคลัง ประธาน*
ข. อธิบดีกรมบัญชีกลาง ประธาน
ค. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประธาน
ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธาน


18. ผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานที่ถูกตัดรายชื่อออกจากการเป็นผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานเพราะเหตุเป็นผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน จะอุธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อใคร
ก. ปลัดกระทรวงคมนาคม*
ข. หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ
ค. เจ้าหน้าที่พัสดุ
ง. รัฐมนตรีเจ้าสังกัด


19. ถ้ามีผู้เสนอราคาพัสดุที่อยู่ระหว่างขอการรับรองระบบคุณภาพให้ถือเสมือนเป็นผู้เสนอราคาพัสดุที่ได้รับรองคุณภาพซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับกระทรวงอุตสาหกรรมภายในกี่วัน
ก. 10 *
ข. 15
ค. 20
ง. 30

20. วิธีซื้อและวิธีจ้างตามระเบียบพัสดุกระทำได้กี่วิธี
ก. 4
ข. 5
ค. 6*
ง. 7
21. การซื้อโดยวิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน
ก. 50,000
ข. 60,000
ค. 100,000*
ง. 10,000


22. การจ้างโดยวิธีตกลงราคา ได้แก่ การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน
ก. 50,000
ข. 60,000
ค. 100,000*
ง. 10,000


23. การซื้อโดยวิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน
ก. 200,000
ข. 2,000,000
ค. 100,000*
ง. 10,000
24. การจ้างโดยวิธีสอบราคา ได้แก่ การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน
ก. 200,000
ข. 2,000,000
ค. 100,000*
ง. 10,000


25. การซื้อโดยวิธีประกวดราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน
ก. 200,000
ข. 2,000,000*
ค. 100,000
ง. 10,000


26. การซื้อโดยวิธีพิเศษ ได้แก่
ก. การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท
ข. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ทางราชการ
ค. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ
ง. ถูกทุกข้อ*

27. การซื้อรถประจำตำแหน่งสามารถซื้อได้ในกรณีใด
ก. ตกลงราคา
ข. สอบราคา
ค. ประกวดราคา
ง. วิธีพิเศษ*


28. การจ้างโดยวิธีพิเศษ ได้แก่
ก. เป็นงานที่ต้องจ้างช่างผู้มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือผู้มีความชำนาญเป็นพิเศษ
ข. การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท
ค. เป็นงานจ้างที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ทางราชการ
ง. ถูกทุกข้อ*


29. การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีกรณีพิเศษ ได้แก่ การซื้อการจ้างจากแหล่งใด
ก. จากส่วนราชการ
ข. จากรัฐวิสาหกิจ
ค. ถูกทั้ง ก. และ ข.*
ง. ผิดทุกข้อ


30. รายงานขอซื้อขอจ้าง ระบุตามระเบียบพัสดุข้อที่เท่าใด
ก. 24
ข. 25
ค. 26
ง. 27*

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
แนวข้อสอบ ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป : ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2555

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 มีผลบังคับใช้เมื่อใด
ก. 11 มกราคม พ.ศ. 2555 ค. 25 มกราคม พ.ศ. 2555
ข. 22 มกราคม พ.ศ. 2555 ง. 24 มกราคม พ.ศ. 2555
ตอบ ค. 25 มกราคม พ.ศ. 2555
ข้อใดคือผู้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555
ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข. นายกรัฐมนตรี
ค. รองนายกรัฐมนตรี
ง. เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี
ตอบ  ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข้อใดไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง
ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข. ปลัดทบวง
ค. เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี
ง. รองปลัดกระทรวงผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ
ตอบ ค. เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี
ข้อ5 ในระเบียบนี้
“ปลัดกระทรวง” ให้หมายความรวมถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดทบวง และรองปลัดกระทรวงผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ
ข้อใดคือหัวหน้าสวนราชการ
ก. อธิบดี
ข. เลขานุการรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสำนักงานรัฐมนตรี
ค. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
ข้อ5 ในระเบียบนี้
“หัวหน้าส่วนราชการ” หมายความว่า อธิบดี หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม หัวหน้าส่วนราชการซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรมแต่มีฐานะเป็นอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดและให้หมายความรวมถึงเลขานุการรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสำนักงานรัฐมนตรีด้วย”
ในกรณีที่จะลาติดตามคู่สมรสไปยังต่างประเทศได้นั้น คู่สมรสต้องไปทำงานในต่างประเทศเป็นระยะเวลากี่ปีขึ้นไป
ก. 1 ปี ค. 3 ปี
ข. 2 ปี ง. 4 ปี
ตอบ ก. 1 ปี
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการลาทุกประเภทที่มีการกำหนดการลาไว้เป็นพิเศษ
ก. ผู้ลาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลาประเภทนั้นด้วย
ข. ผู้อนุญาตต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลาประเภทนั้นด้วย
ค. ผู้ลาและผู้อนุญาตปฏิบัติตามข้อกำหนดในการลาตามปกติ
ง. ถูกทั้ง ก และ ข
ตอบ  ง. ถูกทั้ง ก และ ข
การลาต้องเสนอใบลาต่อส่วนใด
ก. ผู้บังคับบัญชา
ข. ผู้บังคับบัญชาสูงสุด
ค. ผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต
ง. หัวหน้าฝ่าย
ตอบ ค. ผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต
ข้าราชการได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการ ณ หน่วยงานอื่นต้องการลาคลอดบุตร ต้องขออนุญาตที่หน่วยงานใด
ก. หน่วยงานต้นสังกัด
ข. หน่วยงานที่ไปช่วยราชการ
ค. สำนักงาน ก.พ.
ง. ถูกทั้ง ก และ ข
ตอบ ข. หน่วยงานที่ไปช่วยราชการ
หน่วยงานต้องส่งรายงานการลาของข้าราชการที่มาช่วยราชการต่อหน่วยงานต้นสังกัดอย่างน้อยปีละกี่ครั้ง
ก. 3 ครั้ง ค. 1 ครั้ง
ข. 2 ครั้ง ง. ไม่ต้องรายงาน
ตอบ ค. 1 ครั้ง
ข้อ 9 ข้าราชการผู้ใดได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการ ณ หน่วยงานอื่นใดของทางราชการ
หากประสงค์จะลาป่วย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว ลาพักผ่อน หรือลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลในระหว่างเวลาที่ไปช่วยราชการ ให้เสนอขออนุญาตลาต่อผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่ไปช่วยราชการ แล้วให้หน่วยงานนั้นรายงานจำนวนวันลาให้หน่วยงานต้นสังกัดของผู้นั้นทราบอย่างน้อยปีละครั้ง[/color][/size]

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
สรุประเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการพ.ศ.๒๕๕๕
๑.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ มีผลบังคับใช้วันที่ ๒๕ มกราคม๒๕๕๕
ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
๒.ผู้มีอำนาจการลาไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนให้เสนอใบลาต่อผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไปพิจารณา
        - การลาในช่วงก่อนและหลังวันหยุดราชการประจำสัปดาห์หรือวันหยุดราชการประจำปีเพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสม
๓.การนับวันลานับตามปีงบประมาณ
        - การนับวันลาให้นับต่อเนื่องกันรวมวันหยุดราชการที่อยู่ระหว่างวันลาประเภทเดียวกันยกเว้น 
ลาป่วย  ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร   ลากิจส่วนตัว   ลาพักผ่อน  นับเฉพาะวันทำการ
        - การลาป่วยหรือลากิจส่วนตัวต่อเนื่องกันในปีงบประมาณเดียวกันหรือไม่ก็ตาม นับเป็นหนึ่งครั้ง
        - การลาไปช่วยเหลือภริยา ลากิจส่วนตัว(ไม่ใช่ลากิจเลี้ยงดูบุตร) ลาพักผ่อนหากมีราชการจำเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจเรียกกลับมาปฏิบัติราชการระหว่างลาได้ และถือว่าให้สิ้นสุดวันลาก่อนวันกลับมาปฏิบัติราชการแต่ถ้าผู้มีอำนาจเห็นว่าการเดินทางต้องใช้เวลา ให้ถือว่าสิ้นสุดก่อนวันเดินทางกลับ
        - การลาครึ่งวันเช้าบ่ายนับเป็นการลาครึ่งวัน
        - การยกเลิกวันลาการลาสิ้นสุดก่อนวันมาปฏิบัติราชการ
๔. การควบคุมการลา
        - จัดทำบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการ
        - เครื่องบันทึกเวลาการปฏิบัติราชการ
        - แบบอื่นตามที่เห็นสมควรได้
๕.การลาต้องใช้ใบลาตามแบบที่กำหนด เว้นกรณีเร่งด่วนจำเป็นใช้วิธีการอื่นได้แต่ต้องส่งใบลาตามแบบในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ
        ส่วนราชการอาจนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ในการเสนออนุญาต และยกเลิกวันลา สำหรับวันลาป่วย ลาพักผ่อน ลากิจส่วนตัว(เว้นลากิจเลี้ยงดูบุตร)
๖. การไปต่างประเทศระหว่างการลาหรือวันหยุดราชการให้เสนอขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ (ผวจ.)  แล้วรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบด้วย
๗.การขออนุญาตไปต่างประเทศซึ่งอยู่ติดเขตแดนประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาตได้ไม่เกิน ๗ วันนายอำเภอท้องที่ที่มีอาณาเขตติดต่อประเทศนั้นอนุญาตได้ไม่เกิน  ๓  วัน
๘.ข้าราชการที่ไม่สามารถมาปฏิบัติราชการเพราะพฤติการณ์พิเศษ ให้รีบรายงานพฤติการณ์ปัญหาอุปสรรคต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ (ผวจ.)ทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ แล้วไม่ต้องนับเป็นวันลา แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็นพฤติการณ์พิเศษให้ถือวันวันที่ไม่มาเป็นวันลากิจส่วนตัว
๙.. การลาแบ่งออกเป็น  ๑๑  ประเภทคือ   
        ๑. การลาป่วย   
        ๒. การลาคลอดบุตร
       ๓.การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร
        ๔ การลากิจส่วนตัว   
        ๕. การลาพักผ่อน
        ๖. การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์
        ๗. การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล
        ๘. การลาไปศึกษาฝึกอบรม ปฏิบัติงานวิจัย หรือดูงาน
        ๙. การลาไปปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ
        ๑๐. การลาติดตามคู่สมรส
       ๑๑.การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ
๑๐. การลาป่วย
        - เสนอใบลาก่อนหรือในวันที่ลาดยกเว้นจำเป็น เสนอวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ
        - ในกรณีที่ข้าราชการผู้ขอลามีอาการป่วย จนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้ ให้ผู้อื่นลาแทนได้แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอใบลาโดยเร็ว
        - การลาป่วย ๓๐ วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์
        - การลาป่วยไม่ถึง ๓๐ วัน ถ้าผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นสมควรให้เสนอใบรับรองแพทย์ประกอบการลาหรือสั่งให้ไปตรวจร่างกายประกอบการพิจารณาอนุญาตได้
๑๑ การลาคลอดบุตร (ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์)
        - เสนอใบลาก่อนหรือในวันที่ลาถ้าลงชื่อไม่ได้ให้ผู้อื่นลาแทนได้ เมื่อลงชื่อได้ให้ส่งใบลาโดยเร็ว
        - ลาในวันที่คลอด ก่อนหรือหลังคลอดก็ได้แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน ๙๐ วัน
        - ลาไปแล้วยังไม่คลอดยกเลิกวันลาคลอดบุตรได้ ให้นับวันที่หยุดราชการไปแล้วเป็นวันลากิจ
        - การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวการลาประเภทอื่นให้ถือว่าวันลานั้นสิ้นสุดลง และนับเป็นวันลาคลอดบุตรนับแต่วันลาคลอดบุตร
๑๒การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร (ที่ชอบด้วยกฎหมาย)
        - เสนอใบลาก่อนหรือในวันที่ลา ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่คลอดบุตรลาครั้งหนึ่งติดต่อกันไม่เกิน ๑๕ วันทำการ
        -ผู้มีอำนาจอนุญาตอาจให้แสดงหลักฐานประกอบการพิจารณาได้
๑๓. การลากิจส่วนตัว
        - เสนอใบลาจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้
        -ถ้ามีเหตุจำเป็น เสนอแล้วระบุสาเหตุ แล้วหยุดราชการไปก่อนได้แต่ต้องรีบชี้แจงโดยเร็ว
        - ถ้าไม่สามารถเสนอใบลาได้ให้ส่งใบลาพร้อมเหตุผลความจำเป็นในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ
        - ลากิจส่วนตัวต่อเนื่องจากลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน๑๕๐ วันทำการ
๑๔. การลาพักผ่อน
        - เสนอใบลาจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้
        - ลาได้ปีงบประมาณละ ๑๐ วันทำการ
        -ข้าราชการที่บรรจุเข้ารับราชการยังไม่ถึง ๖เดือนไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีในปีที่บรรจุ
        -ปีใดที่ไม่ได้ลา หรือลาแต่ไม่ครบ ๑๐ วันให้สะสมวันที่ยังไม่ได้ลารวมกับปีต่อๆ ไปได้แต่รวมกับวันลาพักผ่อนในปีปัจจุบันแล้วไม่เกิน ๒๐ วันทำการ ถ้ารับราชการไม่น้อยกว่า๑๐ ปี สะสมไม่เกิน ๓๐ วันทำการ
        ปีแรก ลาพักผ่อน ๕ วัน เหลือ ๕ วัน       
        ปีที่สอง สิทธิลา ๑๐ วัน สะสม ๕ วัน รวม๑๕ วัน   ลาพักผ่อน  ๔  วันเหลือ ๑๑ วัน
        ปีที่สาม สิทธิลา ๑๐ วัน สะสม ๑๐ วัน(รับราชการไม่ถึง ๑๐ ปี)  รวม ๒๐ วัน
                                สะสม ๑๑ วัน (รับราชการไม่น้อยกว่า ๑๐ปี) รวม ๒๑ วัน
๑๕.การลาไปอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์
        - เสนอใบลาก่อนวันอุปสมบทหรือวันเดินทาง ไม่น้อยกว่า๖๐ วัน ถ้าไม่ทันให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจอนุญาต
        - ต้องอุปสมบทหรือเดินทาง ภายใน ๑๐วันนับแต่วันเริ่มลา และรายงานตัวภายใน ๕ วันนับแต่วันที่ลาสิกขาหรือวันเดินทางกลับถึงประเทศไทย ทั้งนี้นับรวมอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตการลา
        - ถ้ามีอุปสรรคยกเลิกวันลาและให้นับวันที่หยุดราชการไปแล้วเป็นลากิจส่วนตัว
๑๖.การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล
        - หมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันเข้ารับการตรวจเลือกภายใน๔๘ ชั่วโมง
        - หมายเรียกเข้ารับการเตรียมพลรายงานต่อผู้บังคับบัญชาภายใน ๔๙ ชม. นับแต่เวลารับหมายเรียก
        -รายงานลาแล้วไปเข้ารับการตรวจเลือกโดยไม่ต้องรออนุญาต ผู้บังคับบัญชารายงานผวจ.ทราบ
        - รายงานตัวกลับเข้ารับราชการภายใน ๗ วัน
๑๗. การลาไปศึกษาฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และดูงาน (ทั้งในประเทศและต่างประเทศ)
        - เสนอใบลาตามลำดับจนถึง อธิบดีเพื่อพิจารณาอนุญาต แล้วรายงานปลัดกระทรวงทราบ
๑๘.การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
        -เสนอใบลาตามลำดับจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุญาต(นับเวลาเต็มเวลาราชการ)
        - ลาไม่เกิน ๑ ปี รายงานตัวภายใน ๑๕วันนับแต่วันครบกำหนดเวลา และรายงานผลภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่กลับมาปฏิบัติราชการ
๑๙. การลาติดตามคู่สมรส
        -เสนอใบลาตามลำดับจนถึงปลัดกระทรวงเพื่อพิจารณาอนุญาต
        - ลาได้ไม่เกิน ๒ ปี จำเป็นลาต่อได้อีก ๒ปี รวมแล้วต้องไม่เกิน ๔ ปี ถ้าเกิน ๔ ปีให้ลาออก
๒๐.การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ
        -ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการจนทุพพลภาพหรือพิการ
        -ลาไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือจำเป็นต่อการประกอบอาชีพ
        -ลาได้ครั้งหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรที่ประสงค์จะลา แต่ไม่เกิน ๑๒เดือน
        -ได้รับอันตรายเพราะเหตุอื่นจนทุพพลภาพหรือพิการ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ (อธิบดี,ผวจ.) เห็นว่ายังรับราชการได้สามารถลาไปอบรบหลักสูตรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ แต่ไม่เกิน ๑๒เดือน
        - ต้องเป็นหลักสูตที่ส่วนราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐองค์กรการกุศลอันเป็นสาธารณะ สถาบันที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของทางราชการเป็นผู้จัดหรือร่วมจัด
        - เสนอใบลาพร้อมหลักฐานเกี่ยวกับหลักสูตรที่จะลา เอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามลำดับเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการเพื่อไปฟื้นฟูได้ (อธิบดี อนุญาตได้ไม่เกิน ๖เดือน, ปลัดกระทรวง,รมต.ไม่เกิน ๑๒ เดือน)
๒๑.ผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต
        ผู้ว่าราชการจังหวัด   ลาป่วยครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๒๐ วันลากิจส่วนตัวครั้งหนึ่งไม่เกิน ๔๕ วัน ลาคลอดบุตร ลาไปช่วยเหลือภริยาฯ  ลาพักผ่อน ลาเข้ารับการตรวจเลือกฯ
        พัฒนาการจังหวัด นายอำเภอ  ลาป่วยครั้งหนึ่งไม่เกิน ๖๐ วันลากิจส่วนตัวครั้งหนึ่งไม่เกิน ๓๐ วัน        ลาคลอดบุตร ลาพักผ่อน
        พัฒนาการอำเภอ ลาป่วยครั้งหนึ่งไม่เกิน ๓๐วัน ลากิจส่วนตัวครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๕ วัน

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
แนวข้อสอบความรู้ทั่วไป ความรู้รอบตัว ใช้สอบรับราชการ

แนวข้อสอบ ความรู้ทั่วไป


 

1. ประทศไทยมีการปฏิรูปการปกครอง เมื่อวันที่  19  กันยายน  2549

2. การปฏิรูปการปกครอง ยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3. หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ คือ  พลเอกสนธิ  บุญยรัตกลิน

4. การปฏิรูปการปกครองได้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ

5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เป็นฉบับที่ 17  มีทั้งหมด  39 มาตรา ให้ไว้ ณ วันที่     
      1 ตุลาคม 2549 เป็นปีที่ 61 ในรัชกาลปัจจุบัน

6. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิก จำนวนไม่เกิน 250 คน  อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี  แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ฯ 

     โดยทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร   วุฒิสภา และรัฐสภา

7. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิ์เข้าชื่อเสนอประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้

    สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่กระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียพ้นจากสมาชิกภาพ โดยมติที่ประชุม 2 ใน 3

8. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน เข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายซักถามคณะรัฐมนตรีได้

    แต่จะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจไม่ได้

9. ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) คณะองคมนตรี  ประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน

       ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรี  ประธานองคมนตรี

       เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรี    การพ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

10. คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีก จำนวนไม่เกิน 35 คน

11. การแต่งตั้งและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ประธาน คมช.เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

12. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ภายใน

      เวลา  2 ปี ก่อนวันได้รับการคัดเลือก และต้องไม่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติในขณะเดียวกัน

13. สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ  แต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี

14. สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ มีสิทธิเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้คนละไม่เกิน 3 รายชื่อ และให้ผู้ได้คะแนนเสียงสุงสุด 

      เรียงลำดับจนครบ 200 คน และเสนอ คมช.คัดเลือกให้เหลือ 100 คน นำทูลเกล้าแต่งตั้ง

15.  ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้แก่  นายนรนิติ  เศรษฐบุตร

                รองประธาน   สสร.  คนที่  1  ได้แก่  นายเสรี                สุวรรณภานนท์

                รองประธาน   สสร.  คนที่  2  ได้แก่  นายเดโช              สวนานนท์

16. ในการร่างรัฐธรรมนูญ  ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง จำนวน 25 คน จาก

      ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมติสภา  และผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภา

      ร่างรัฐธรรมนูญตามมติสภา  และผู้ทรงคุณวุฒิตามลักษณะดังกล่าว ตามคำแนะนำของ คมช. อีก  10 คน  รวม  35  คน 

17. ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ นายประสงค์  สุ่มศิริ

 

-2-

18. การสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ  เริ่มโดย

 18.1 การสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในแต่ละจังหวัด รวม 3  ประเภท  6  กลุ่ม ได้แก่  (จำนวน  2,000  คน)

 18.1.1 ประเภทผู้แทนภาคเศรษฐกิจ-สังคม   รวม  4  กลุ่ม

                     1) ผู้แทนองค์กรด้านการเกษตร                            2) ผู้แทนองค์กรด้านการอุตสาหกรรม

                      3) ผู้แทนองค์กรด้านการบริการ                          4) ผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิจดทะเบียน

     18.1.2  ประเภทผู้แทนภาครัฐ  ได้แก่  กลุ่มกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน

    18.1.3  ประเภทผู้แทนภาคการเมืองและการปกครองท้องถิ่น

 18.2 การสรรหาสมาชิกแห่งชาติ  โดยผู้แทน ให้เหลือ  200   คน

 18.3 เสนอ คมช.  พิจารณาแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  100  คน

19. สภาร่างรัฐธรรมนูญ  ต้องจัดทำและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน

20.สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับจากคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

21.ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติของประชาชน ไม่เร็วกว่า 15 วันและไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันเผยแพร่

22.หากสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ ให้ คมช.ร่วมกับคณะรัฐมนตรี พิจารณารัฐธรรมนูญฯ

      ฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แล้วนำทูลเกล้าประกาศใช้

23.บรรดากฎหมายใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นผู้พิจารณาตัดสิน

24.คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นรองประธาน

     ผู้พิพากษาในศาลฎีกา จำนวน 5 คน เป็นตุลาการ

25.คมช. ย่อมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีพลเอกสนธิ  บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ

26.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วย    1) ประพันธ์      2) สุเมธ      3) อภิชาต     4) สมชัย       5) สดศรี

     โดยมีนายอภิชาต   สุขัคคานนท์  เป็นประธาน  กกต.

27. คมช. แต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ  พลเอกสุรยุทธ์   จุลานนท์

28.รัฐบาลประกาศวาระแห่งชาติ  2  เรื่อง คือ

 1)  การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

    2)  การตรวจสอบทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ

29. นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายที่เป็นภารกิจสำคัญให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ  4  เรื่อง  ดังนี้

 1)  ประชาธิปไตย        2)  เศรษฐกิจพอเพียง         3)  อยู่ดีมีสุข                  4)  สมานฉันท์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

30. ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของจังหวัด  5  เรื่อง

 1)  เศรษฐกิจพอเพียง                    2)  ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น       3)  การสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส

 4)  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม                   5)  การบริการประชาชน

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
แนวข้อสอบตำแหน่งนิติกร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1. ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรือท่าอากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรให้ศาลใดเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

                ก. ศาลที่เป็นภูมิลำเนาของผู้เสียหายในกรณีที่ผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาราจักร

                ข. ศาลทหาร

                ค. ศาลแพ่ง

                ง. ศาลที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ต้องหาในกรณีที่ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร

คำตอบ :  ข้อ ค.  ป.วิ.พ.  มาตรา 3 (1) กำหนดให้ “เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง

1. กรณีที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่ในราชอาราจักรให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ ......”

2. ข้อใดไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์

                ก. ฟ้องบังคับให้โอนที่ดิน

                ข. ฟ้องเกี่ยวกับสิทธิเก็บกิน

                ค. คำฟ้องเกี่ยวกับสิทธิยึดหน่วงโฉนด

                ง. ฟ้องขับไล่ออกจากบ้านพิพาท

คำตอบ :  ข้อ ค. เพราะคำฟ้องเกี่ยวกับสิทธิยึดหน่วงโฉนด ไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ (คำพิพากษาฎีกาที่  1428-1429/2514)

3. คำฟ้องในคดีซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาราจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้ฟ้องคดีต่อศาลต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

                ก. ศาลแพ่ง

                ข. ศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนา

                ค. ศาลที่จำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับได้ในราชอาณาจักรอยู่ในเขต

                ง.  ศาลที่โจทก์มีทรัพย์สินอยู่ในภูมิลำเนาอยู่ในเขต

คำตอบ :  ข้อ ง. เพราะ ป.วิ.พ. มาตรา 4 ตรี  กำหนดว่า “ คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้ภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาราจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาราจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

                คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้ ”

4. ในคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริงมีว่าผู้ตายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและถึงแก่ความตายที่จังหวัดพิจิตร แต่ผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องนานถึง  20 ปี ที่จังหวัดสมุทรปราการและได้ซื้อที่ดินไว้ที่จังหวัดสมุทรปราการด้วย ดังนี้ถ้าผู้ร้องจะร้องของจัดการมรดก ต้องร้องต่อศาลใดจึงจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

                ก. ศาลจังหวัดพิจิตร

                ข. ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

                ค. ศาลแพ่ง

                ง. ข้อ ก และ ข ถูก

คำตอบ :  ข้อ  ง. เพราะแม้ผู้ตายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและถึงแก่ความตายที่จังหวัดพิจิตร แต่ผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องนานถึง 20 ปี ที่จังหวัดสมุทรปราการและได้ซื้อที่ดินไว้ที่จังหวัดสมุทรปราการด้วย แสดงว่าผู้ตายมีบ้านอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญอีกแหล่งหนึ่งด้วย ดังนั้น นอกจากบ้านที่จังหวัดพิจิตรแล้วก็ยังถือได้ว่าบ้านที่จังหวัดสุมทรปราการเป็นภูมิลำเนาเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายอีกแห่งหนึ่งด้วย เพราะในคดีร้องขอจัดการมรดกนั้นอาจจะมีศาลที่จะยื่นคำร้องขอได้หลายศาล ( คำพิพากษาฎีกาที่  5912/2539)

5. ต่อไปนี้ข้อใด ไม่ใช่ลักษณะคดีที่เป็นคดีเดียวแต่อยู่ในเขตอำนาจศาลหลายศาลได้

                ก. คดีที่มีมูลคดีเกิดขึ้นหลายท้องที่ที่อยุ่ในเขตศาลต่างกัน

                ข. คดีที่มีหลายข้อหา

                ค. คดีตั้งอยู่ในเขตศาลหลายศาล

                ง. ไม่มีข้อถูก

คำตอบ :  ข้อ  ง. เพราะคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลหลายศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5 ได้แก่

1. คดีฟ้องจำเลยร่วมกันหลายคนที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน แต่ละคนมีภูมิลำเต่างกัน

2. คดีที่มีมูลคดีเกิดขึ้นหลายท้องที่ที่อยู่ในเขตศาลต่างกัน

3. คดีที่มีหลายข้อหา

4. คดีตั้งอยู่ในเขตศาลหลายศาล

ในคดีที่มีหลายศาลมีอำนาจเหนือคดีนั้น  โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยทุกคนต่อศาลหนึ่งศาลใดก็ได้หรือฟ้องจำเลยแต่ละคนในแต่ละเขตศาลก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่มี เพราะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโดยใช่เหตุ การยื่นฟ้องต่อศาลใดที่มีเขตอำนาจนั้นเป็นสิทธิ์ของโจทก์ จึงไม่ต้องขออนุญาตศาล และศาลที่โจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจะเกี่ยงไปให้ฟ้องยังอีกศาลหนึ่งไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่

6. ข้อใดไม่ใช่หลักในเรื่องการขอโอนคดี

                ก. ต้องมีศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นตั้งแต่สองศาลขึ้นไป

                ข. จำเลยเท่านั้นมีสิทธิขอโอนคดี

                ค. การพิจารณาคำร้องขอโอนคดีจะต้องฟังโจทก์และคู่ความอื่น ถ้ามี ก่อนว่าจะคัดค้านอย่างไร          หรือไม่

                ง. ถ้าศาลที่รับโอนคดีไม่ยินยอม ศาลเดิมจะต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาชี้ขาด และคำสั่งสอน      ของประธานศาลฎีกาเป็นที่สุด

คำตอบ :  ข้อ  ง. เพราะ ถ้าศาลที่รับโอนคดีไม่ยินยอม ศาลเดิมจะต้องส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด และคำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ตาม ป.วิพ. มาตรา 8

7. ข้อใดไม่ใช่หลักเกณฑ์ของการรวมคดีที่มีเขตอำนาจศาลต่างกัน

                ก. ศาลที่รับโอนคดีจะต้องมีอำนาจเหนือคดีที่รับโอน

                ข. คดีมีประเด็นอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นต่างศาล    กัน แม้กฎหมายจะใช้คำว่าคดีสองเรื่องแต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องสองเรื่องเสมอไปอาจจะมี            มากกว่าสองเรื่องก็ได้ สองศาลก็ได้

                ค.  คู่ความในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่นั้นมีสิทธิที่จะรวมคดีได้ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคู่ความใน    คดีหนึ่งคดีใดก็ได้

                ง. คู่ความขอดอนคดีไปรวมที่ศาลใดก็ได้และศาลที่จะโอนไปรวมนั้นต้องถามศาลที่รับโอนก่อนว่า    ยินยอมที่จะรับโอนหรือไม่

คำตอบ :  ข้อ ก. เพราะศาลที่รับดอนคดีจะมีอำนาจเหนือคดีที่รับโอนหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะเป็นเรื่องการรวมคดีจากศาลหนึ่งไปรวมกับอีกศาลหนึ่ง แม้จะเรียกว่าเป็นการโอนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องการโอน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 6 เป็นการโอนไปรวมพิจารณากับอีกศาลหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 8

8. ข้อใดต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญในเรื่องการขอรวมคดีที่มีเขตอำนาจศาลซ้อนกันหรือการขอรวมคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลหลายศาล

                ก. มีคดีหลายเรื่องค้างพิจารณาในศาลชั้นต้นเดียวกันหรือต่างศาลกัน

                ข. การขอรวมของคู่ความ อาจจะขอมาในชั้นที่ยื่นคำให้การหรือยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษาซึ่งศาลที่รับคำร้องจะต้องสอบถามคู่ความฝ่ายอื่นเสียก่อน

                ค. ศาลที่จะรับดอนคดีไปรวมต้องเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีที่โอนมาด้วย ถ้าไม่มีเขตอำนาจ     เหนือคดีนั้นจะรับโอนมาไม่ได้

                ง. ถูกทุกข้อ

คำตอบ :  ข้อ ง. เพราะตามบทบัญญัติของ ป.วิ .พ. มาตรา 28 มีสาระสำคัญในเรื่องการขอรวมคดีที่มีเขตอำนาจศาลซ้อนกันดังนี้

1. มีคดีหลายเรื่องค้างพิจารณาในศาลชั้นต้นเดียวกันหรือต่างศาลกัน

2. คดีที่ค้างพิจารณานั้นคู่ความทั้งหมดหรือแต่บางฝ่ายเป็นคู่ความรายเดียวกัน คือ อาจจะเป็นโจทก์คนเดียวกันหรือจำเลยคนเดียวกันหรือทั้งโจทก์ทั้งจำเลยเป็นคนเดียวกันก็ได้หรือถ้ามีผู้ร้องสอดก้อาจจะมีผู้ร้องสอดคนเดียวกันก็ได้

3. คดีที่ค้างพิจารณานั้นมีความเกี่ยวเนื่องกัน

4. การนำคดีมารวมกันนั้นจะทำให้เกิดความสะดวกในการพิจารณา

5. คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะขอให้มีการรวมพิจารณาหรือศาลเห็นจะให้มีการรวมพิจารณาก็ได้

6. การขอรวมของคู่ความ อาจจะขอมาในชั้นที่ยืนคำให้การหรือยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นๆก่อนศาลมีคำพิพากษา ซึ่งศาลที่รับคำร้องจะต้องสอบถามคู่ความฝ่ายอื่นเสียก่อน

7. เมื่อศาลที่รับคำร้องรวมเห็นสมควรให้รวม ถ้าเป็นคดีศาลเดียวกันก็สั่งรวมพิจารณาได้เลย แต่ถ้าเป้นเรื่องต่างศาลกันแล้ว ศาลที่โอนไปรวมต้องสอบถามศาลที่จะรับโอนไปรวมเสียก่อนถ้าศาลที่รับโอนไปรวมไม่ขัดข้องก็สั่งให้โอนไปรวมได้

8. ศาลที่จะรับโอนคดีไปรวมต้องเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีที่โอนมาด้วยถ้าไม่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นจะรับโอนมาไม่ได้ ไม่เหมือนกับการโอนมารวม ตามมาตรา 8 เพราะว่าการโอนมารวมตามมาตรา 8 เป็นเรื่องต่างเขตอำนาจกัน

9. ถ้าศาลที่รับดอนไปรวมไม่ยินยอมศาลที่จะโอนไปรวมก็ต้องส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่าจะให้โอนไปรวมหรือไม่ ไม่ว่าศาลชั้นต้นที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในเขตอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาคใดก็ต้องส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด

9. ข้อใดไม่ใช่หลักเกณฑ์การขอบังคับคดีนอกเขตศาล

                ก. มีการออกหมายบังคับคดี ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา  275 แล้ว

                ข. ต้องเป็นกรณีที่ปรากฏว่าทรัพย์หรือบุคคลที่จะต้องบังคับหรือจะต้องถูกบังคับอยู่นอกเขตศาลที่     ออกหมายบังคับคดี

                ค. เจ้าหน้าที่ตามคำพิพากษา ยื่นคำแถลงต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือทรัพย์และบุคคลที่จะต้องถูก       บังคับ หรือเจ้าหน้าที่บังคับคดีรายงานให้ศาลมีเขตอำนาจทราบว่าจะต้องมีการบังคับคดีต่อทรัพย์              หรือบุคคลที่อยู่ในเขตศาลนั้น

                ง. เจ้าหน้าที่ตามคำพิพากษา ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือทรัพย์และบุคคลที่จะต้องถูก          บังคับ หรือเจ้าหน้าที่บังคับคดีรายงานให้ศาลมีเขตอำนาจทราบว่าจะต้องมีการบังคับคดีต่อทรัพย์              หรือบุคคลที่อยู่ในเขตศาลนั้น

คำตอบ :  ข้อ ง. เพราะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  ยื่นคำแถลงต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือทรัพย์และบุคคลที่จะต้องถูกบังคับ หรือเจ้าหน้าที่บังคับคดีรายงานให้ศาลมีเขตอำนาจทราบว่าจะต้องมีการบังคับคดีต่อทรัพย์หรือบุคคลที่อยู่ในเขตศาลนั้น

10. ในเรื่องอำนาจในการพิจารณาเนื้อหาของคำคู่ความ ในการพิจารณาเนื้อหาศาลมีทางที่จะสั่งได้ 3 ทาง ต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

                ก. สั่งให้แก้ไข เอเนื้อหาไม่ถูกต้อง

                ข. สั่งรับคำคู่ความนั้นไว้พิจารณา เมื่อเห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย

                ค. สั่งไม่รับคำคู่ความนั้นถ้าเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                ง. สั่งให้คืนไป เพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เมื่อยื่นผิดศาล

คำตอบ :  ข้อ  ก. เพราะในกรณีที่เนื้อหาของคำคู่ความไม่ถูกต้อง ศาลไม่มีอำนาจไปสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง เนื่องจากการไปสั่งอย่างนั้นเป็นการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบในทางคดีซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของศาล

ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานสรรพากรปฏิบัติงาน กรมสรรพากร

ถาม – ตอบ
ภาษีอากร‏
*****************
 
1. สิทธิของผู้เสียภาษี ได้แก่
ตอบ  1 การผ่อนชำระภาษี
2 การยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษี
3 ขอทุเลาการชำระภาษีอากรโดยจัดให้มีหลักประกันการชำระหนี้ภาษีอากรค้าง
4 ของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร
5 ขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสาร
2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยสรุปดังนี้
ตอบ 1. ยื่นแบบฯ และเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและครบถ้วน
2. ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร และจดทะเบียนภาษีตามที่กฎหมายกำหนดแล้วแต่กรณี และหากมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ จะต้องแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง
3. จัดทำเอกสารหลักฐาน และบัญชีใดๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ ใบรับ ใบส่งของ ใบกำกับภาษี บัญชีรายได้ รายจ่าย งบการเงิน บัญชีพิเศษ ฯลฯ แล้วแต่กรณี
4. ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน เมื่อได้รับหนังสือเชิญพบ หรือหนังสือขอให้ยื่นเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ เพื่อประกอบในการเสียภาษีอากร ตลอดจนปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงาน
5. ชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ภายในกำหนดเวลา หากมิได้ชำระภาษีหรือชำระไว้ไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานมีสิทธิยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล
6. การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร นอกจากต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว ยังต้องรับผิดทางอาญาอีกด้วย
3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา        คือ
ตอบ  ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย
4. ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ตอบ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
 1)   บุคคลธรรมดา
        2)   ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
        3)   ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
        4)   กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
        5)  วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
             หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
5. เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องทำอะไรบ้าง
ตอบ   1. ขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเงินได้เกิดขึ้น กรณีเป็นผู้มีเงินได้ ที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ได้แก่ เป็นคนต่างด้าว หรือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
เว้นแต่ ผู้มีเงินได้ ที่มีเลขประจำตัวประชาชน สามารถใช้ เลขประจำตัวประชาชน แทนเลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรได้ โดยไม่ต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรอีก
2. ผู้มีเงินได้ที่มีภูมิลำเนา อยู่ในกรุงเทพมหานคร อาจยื่นคำร้อง ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30 แห่ง หรือ สำนักสรรพากรพื้นที่ สาขา(อำเภอ)ทุกแห่งสำหรับในต่างจังหวัด ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานสรรพากร พื้นที่ (จังหวัด) และสำนักงานสรรพากร พื้นที่สาขา (อำเภอ) ทุกแห่ง แล้วแต่กรณี
3. ยื่นแบบแสดงรายการ ปกติปีละ 1 ครั้ง เงินได้ ของปีใด ก็ยื่นแบบฯ ภายใน วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป เว้นแต่ เงินได้ บางลักษณะ เช่น การให้เช่า ทรัพย์สิน เงินได้จาก วิชาชีพอิสระ เงินได้จาก การรับเหมา เงินได ้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้อง ยื่นแบบฯ ตอนกลางปี สำหรับเงินได้ ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ภายใน เดือนกันยายน ของทุกปี
6. เงินได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี
ตอบ  ตามกฎหมาย เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เรียกว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ หรือหน่วยภาษีใดข้างต้นที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ หรือเงินได้ ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่
1. เงิน
2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับจริง
3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
7. เงินได้อันเป็นเหตุให้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมาจากแหล่งใดบ้าง
ตอบ  แหล่งที่มาของเงินได้ ซึ่งแบ่งเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศและนอกประเทศ เงินได้จากแหล่งต่างๆ นี้จะต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ให้พิจารณา ดังนี้
1. เงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศ หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้น หรือเป็นผลสืบเนื่องจากมี
1.1 หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือ
1.2 กิจการที่ทำในประเทศไทย หรือ
1.3 กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ
1.4 ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ฯลฯ
* เงื่อนไข ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งในประเทศนี้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามที่ประมวลรัษฏากร กำหนดไว้เสมอเว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วนั้น จะจ่ายในหรือนอกประเทศ และไม่ว่าผู้มีเงินได้นั้นจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม)
2. เงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศไทย  หมายถึง เงินได้ที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลสืบเนื่องจากมี
2.1 หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หรือ
2.2 กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือ
2.3 ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ
* เงื่อนไข ผู้มีเงินได้เกิดจากแหล่งนอกประเทศในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วจะต้องเสียภาษีเงินได้ ในประเทศไทยก็ต่อเมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 2 ประการ ดังต่อไปนี้
(1) ผู้มีเงินได้เป็น ผู้อยู่ในประเทศไทย ในปีภาษีนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลา รวมทั้งหมดถึง 180 วัน และ
(2) ผู้มีเงินได้ นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้นด้วย
ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบางกรณี ถ้าเกี่ยวข้องกับบุคคลของบางประเทศที่มี อนุสัญญาภาษีซ้อน* หรือความตกลงเพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อนกับประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาถึงความ ตกลงหรืออนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยได้ทำความตกลงไว้ด้วย
8. การชำระภาษีด้วยวิธีใดบ้าง
ตอบ    1. ชำระด้วยเงินสด
2. ชำระด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ได้เฉพาะที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตกรุงเทพมหานคร (โดยผู้ถือบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม)
2.1  บัตรเครดิต ธนาคารกรุงไทย (KTC)   ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)   ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
2.2  บัตร TAX SMART CARD  ของธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกสิกรไทย  และธนาคารกรุงไทย
3. ชำระด้วยเช็คหรือดราฟต์
3.1 เช็คที่ชำระต้องเป็นเช็ค 4 ประเภท ได้แก่
(1) เช็คธนาคารแห่งประเทศไทย (เช็คประเภท ก.)
(2) เช็คที่มีธนาคารค้ำประกัน (เช็คประเภท ข.)
(3) เช็คที่ธนาคารเซ็นสั่งจ่าย (เช็คประเภท ค.)
(4) เช็คที่ผู้มีหน้าที่ชำระเงินภาษีอากรเป็นผู้เซ็นสั่งจ่าย และใช้ชำระโดยตรง (เช็คประเภท ง.)
การใช้เช็คประเภท ง. ให้ปฏิบัติดังนี้
(ก) กรณีใช้ชำระภาษีในกรุงเทพมหานคร และในจังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการจังหวัดสมุทรสาคร (เฉพาะอำเภอเมืองสมุทรสาคร และอำเภอกระทุ่มแบน) จังหวัดนครปฐม (เฉพาะอำเภอสามพราน) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เฉพาะอำเภอบางปะอิน) ต้องเป็นเช็คของธนาคาร หรือสาขาธนาคาร ซึ่งตั้งอยู่ใน ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งข้างต้นเท่านั้น
(ข) กรณีใช้ชำระภาษีในจังหวัด (อำเภอ) อื่นนอกจาก (ก) ให้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารหรือ สาขาธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดท้องที่อันเป็นภูมิลำเนาเท่านั้น
3.2 การสั่งจ่ายเช็คหรือดราฟต์ ให้ขีดคร่อม และสั่งจ่ายดังนี้
(1) ในกรุงเทพมหานคร ให้สั่งจ่าย “กรมสรรพากร” กับขีดฆ่าคำว่า “ผู้ถือ” ออก
(2) ในต่างจังหวัด
(ก)          กรณียื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 และชำระภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือธนาคารด้วยเช็คประเภท ง. ให้สั่งจ่ายแก่ “กรมสรรพากร” ถ้าเป็นเช็คประเภท ก. ข. ค. ให้ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
(ข)          กรณียื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 และชำระภาษีที่ธนาคาร
- กรณียื่นแบบฯ ที่ ธนาคารกรุงไทย ให้สั่งจ่าย “กรมสรรพากร” และขีดฆ่าคำว่า “ผู้ถือ” ออก
- กรณียื่นแบบฯ ที่ ธนาคารอื่น ๆ นอกเหนือ จาก ธนาคารกรุงไทย ให้สั่งจ่าย 
“สรรพากรอำเภอ..... (ระบุชื่ออำเภอ)” และขีดฆ่าคำว่า “ผู้ถือ” ออก
4. ชำระด้วยธนาณัติ
9. ภาษีเงินได้นิติบุคคล  คือ
ตอบ ภาษีอากรประเภทหนึ่งที่บัญญัติไว้ ในประมวลรัษฎากร จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


ออฟไลน์ watayakorn

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1127
  • ชุดแนวข้อสอบ
    • ดูรายละเอียด



  • Share on your facebook
แนวข้อสอบนักวิชาการสหกรณ์ปฎิบัติการ

1. จงอธิบายสาระสำคัญของข้อความดังต่อไปนี้
1.1 นางสาวม้วยมรณ์  นอนตื่นสาย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องของสหกรณ์ แต่เธอยังขาดความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์  เธอมักจะเกิดคำถามในหัวใจขึ้นเสมอว่า "สกรณ์คืออะไร?"  ในฐานะที่ท่านเป็นเพื่อนรักของนางสาวม้วยมรณ์ ท่านจะช่วยตอบข้อสงสัยของเธอได้อย่างไร (25 คะแนน)
1.2 สหกรณ์มีความแตกต่างจากบริษัทหรือไม่ ถ้ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย (25 คะแนน)
2. จงอธิบายสาระสำคัญของข้อความดังต่อไปนี้
 2.1 การกำหนดปัญหาเป็นหัวใจที่สำคัญของการจัดตั้งสหกรณ์ อยากทราบว่าปัญหาสำคัญที่ควรคำนึงถึงก่อนการจัดตั้งสหกรณ์มีอะไรบ้าง? จงตอบมาอย่างน้อย 7 ประเด็น (35 คะแนน)
2.2 เพราะเหตุใดการวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม และการเมือง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการจัดตั้งสหกรณ์ (15 คะแนน)
3. จงอธิบายถึงโครงสร้างของสหกรณ์ท้องถิ่น (สหกรณ์ขั้นปฐมภูมิ) มาอย่างละเอียด
4. สหกรณ์ที่เป็นสากลสามารถแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง? จงอธิบาย

5. จงอธิบายเรื่องราวต่อไปนี้

5.1 จงอธิบายแนวความคิดของสำนักฟิสิโอแครทหรือคลาสสิคอย่างใดอย่างหนึ่งมาพอสังเขป (20 คะแนน)
 5.2 จงอธิบายมาพอสังเขปกับแนวความคิด ดังต่อไปนี้ (30 คะแนน)
    (ก) สหกรณ์เป็นเครื่องมือแห่งการให้การศึกษา
    (ข) สหกรณ์เป็นศูนย์กลางของความกลมกลืนในสังคม
    (ค) สหกรณ์เป็นองค์การที่จัดสรรรายได้สุทธิเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและความเป็นธรรมในสังคม
6. สหกรณ์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทยเป็นเวลา 70 ปีแล้ว แต่สหกรณ์ก็ยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   สหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ปัญหาต่าง ๆ นับว่ามีมากมาย ท่านคิดว่าปัญหาที่ทำให้สหกรณ์ไม่พัฒนาเท่าที่ควรนั้น เนื่องมาจากสาเหตุอะไรบ้าง และท่านมีแนวความคิดที่จะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร?
7. สุคนธามีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า เพราะเหตุใดสหกรณ์ทั่วโลกใช้หลักสหกรณ์ที่เป็นสากลเหมือนกัน แต่ประสบความสำเร็จได้ไม่เหมือนกัน  เธอจึงถามสุภาพร  แต่สุภาพรก็ตอบไม่ได้ ในฐานะที่ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาด้านสหกรณ์มาเป็นอย่างดีแล้ว โปรดช่วยสุคนธาและสุภาพรตอบปัญหานี้ด้วยว่าเป็นเพราะเหตุใด?

8. "ความสำเร็จในการดำเนินของสหกรณ์นั้น ความร่วมมือจากสมาชิกก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่สำคัญ"   อย่างไรก็ตาม อาภัสรามักจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับแนวความคิดนี้เสมอ โดยเธอมีความเห็นว่า สหกรณ์นี้ช่างไม่เหมาะกับนิสัยใจคอของคนไทยเอาเสียเลย  เนื่องจากคนไทยมีลักษณะนิสัยเป็นแบบตัวใครตัวมัน (individualism)  ความร่วมมือจึงไม่ค่อยมีความสำเร็จของ สหกรณ์จึงเกิดขึ้นได้ยาก ท่านเห็นด้วยกับแนวความคิดของอาภัสราหรือไม่?  จงให้เหตุผล

9. ในแต่ละข้อมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว จงวงกลมล้อมรอบข้อที่เห็นว่ามีความถูกต้องมากที่สุดสำหรับเหตุการณ์หรือแนวความคิดดังต่อไปนี้

(1) กำไรคือสิ่งที่ชั่วร้าย
       ก. วิลเลียม คิง                              ข. หลุยส์  บลังค์ 
       ค. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์                        ง. โรเบอร์ต  โอเวน
(2) มีการจัดทำหนังสือพิมพ์ "นักสหกรณ์"
      ก. วิลเลียม คิง                                 ข.โรเบอร์ต  โอเวน
      ค. หลุยส์  บลังค์                             ง. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์
(3) จัดตั้งร้านสหกรณ์ที่เมืองไบรตัน
       ก. โรเบอร์ต  โอเวน                     ข. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์
       ค. หลุยส์  บลังค์                            ง. วิลเลียม คิง
(4) สิ่งแวดล้อมทางสังคมใหม่จะต้องผลิตให้พอเพียงแก่การบริโภคเท่านั้น
      ก. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์                            ข. โรเบอร์ต  โอเวน
      ค. ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง                   ง. ทั้ง ก และ ข
(5) ทรัพย์สินของสิ่งแวดล้อมทางสังคมใหม่จะต้องเป็นของส่วนรวม
       ก. วิลเลียม คิง                                      ข. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์
       ค. โรเบอร์ต  โอเวน                            ง. ไม่มีคำตอบถูกต้อง
 (6) ปฏิเสธการช่วยเหลือจากรัฐ
       ก. หลุยส์  บลังค์                                     ข. โรเบอร์ต  โอเวน
       ค. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์                                   ง. ทั้ง ข และ ค.
 (7) กำไรแบ่งออกเป็น 12 ส่วน (ทุน 4 ส่วน แรงงาน 5 ส่วน และผู้ดำเนินการ 3 ส่วน)
        ก. โรเบอร์ต  โอเวน                                 ข. วิลเลียม คิง
        ค. ชุลท์เซ เดลิตซ์                                     ง. ชาร์ลส์ ฟูริเอร์
 (8) รัฐจะต้องให้การช่วยเหลือในระยะแรก
        ก. โรเบอร์ต  โอเวน                                 ข. หลุยส์ บลังค์
        ค. ชาร์ลส์   ฟูริเอส์                                     ง. ชุลท์เซ เดลิตซ์
 (9) ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
         ก. โรเบอร์ต  โอเวน                                 ข. หลุยส์ บลังค์
         ค. ชาร์ลส์   ฟูริเอส์                                     ง. วิลเลียม คิง
 (10) "โรงงานสังคม"
         ก. หลุยส์  บลังค์                                          ข. โรเบอร์ต โอเวน
         ค. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์                                         ง. ชุลท์เซ  เดลิตซ์
    (11) "ฟาลังซ์"
         ก. ชาร์ลส์ ฟูริเอร์                                         ข. วิลเลียม คิง
         ค. หลุยส์ บลังค์                                             ง. ชุลท์เซ เดลิตซ์
 (12) แบ่งกำไรออกเป็น 3 ส่วน  (แบ่งให้กับคนงาน เป็นสวัสดิการต่าง ๆ และขยายกิจการ
         ก. หลุยส์ บลังค์                                             ข. ชาร์ลส์  ฟูริเอร์
         ค. วิลเลียม คิง                                                 ง. ชุลท์เซ  เดลิตซ์
 (13) "สหกรณ์หาทุนสำหรับผู้ประกอบการในเมือง"
        ก. วิลเลียม คิง                                                 ข. หลุยส์ บลังค์
        ค. ชุลท์เซ เดลิตซ์                                             ง. ไรฟ์ไฟเซน
 (14) เป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก ครอบคลุมพื้นที่ 1-2 หมู่บ้าน
       ก. ชุลท์เซ เดลิตซ์                                         ข. ไรฟ์ไฟเซน
       ค. โรเบอร์ต โอเวน                                         ง. หลุยส์ บลังค์
 (15) "บิดาของการสหกรณ์"
       ก. ชาร์ลส์ ฟูริเอร์                                             ข. วิลเลียม คิง
       ค. หลุยส์ บลังค์                                                 ง. โรเบอร์ต โอเวน
10. ในแต่ละข้อมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว จงวงกลมล้อมรอบข้อที่เห็นว่ามีความถูกต้องมากที่สุดสำหรับเหตุการณ์  ช่วงเวลา  หรือแนวความคิดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นในยุคใด"
(1) มีการรวมตัวกันในรูปบริษัทเพื่อสำรวจและจัดตั้งอาณานิคม
       ก. ยุคกำเนิดศาสนาอิสลาม                           ข. ยุคกลาง
       ค. ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม                               ง. ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
(2) มีการรวมตัวกันทำอุตสาหกรรมการผลิตเนย
       ก. ยุคกลาง                                                         ข. ยุคโรมัน
       ค. ยุคจีนโบราณ                                                 ง. ยุคศาสนาคริสต์ตอนต้น
 (3) มีสมาคมกู้ยืมเงินเกิดขึ้น
        ก. ยุคบาบิโลเนียน                                            ข. ยุคโรมัน
        ค. ยุคกรีกตอนต้น                                              ง. ยุคจีนโบราณ
 (4) มีการรวมตัวกันเช่าที่นา
        ก. ยุคกรีกตอนต้น                                             ข. ยุคบาบิโลเนียน
        ค. ยุคจีนโบราณ                                                 ง. ยุคอียิปต์โบราณ
 (5) มีการทำการเกษตรบนพื้นที่ขนาดใหญ่ (latifundia)
        ก. ยุคอนารยธรรม                                             ข. ยุคโรมัน
        ค. ยุคศาสนาคริสต์ตอนต้น                              ง. ยุคกลาง
 (6) มีช่างฝีมือ 8 หมู่เกิดขึ้น
         ก. ยุคโรมัน                                                       ข. ยุคกรีกตอนต้น
         ค. ยุคกลาง                                                         ง. ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
 (7) เกิดเป็นระบบขุนนาง (manorial system)
        ก. ยุคศาสนาคริสตอนต้น                                ข. ยุคกลาง
        ค. ยุคโรมัน                                                         ง. ยุคอนารยธรรม
 (8) มีการรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือเกี่ยวกับพิธีศพ
        ก. ยุคบาบิโลเนียน                                            ข. ยุคศาสนาคริสต์ตอนต้น
        ค. ยุคกรีกตอนต้น                                              ง. ยุคโรมัน
 (9) มีการรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือคนอ่อนแอในสังคม
        ก. ยุคโรมัน                                                       ข. ยุคกลาง
        ค. ยุคกำเนิดศาสนาอิสลาม                            ง. ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
 (10) มีการรวมตัวของช่างฝีมือเป็นครั้งแรกของโลก
          ก. ยุคบาบิโลเนียน                                          ข. ยุคกรีกตอนต้น
          ค. ยุคอียิปต์โบราณ                                          ง. ยุคจีนโบราณ



จงทำเครื่องหมาย 4 หน้าข้อความที่ถูกต้องทั้งหมดและทำเครื่องหมาย 8 หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

 1. ความสำเร็จในฐานะธุรกิจของสหกรณ์ขึ้นอยู่กับสมาชิก คณะกรรมการดำเนินงาน ฝ่ายจัดการ
 2. สมาชิกมีบทบาทในการให้ความเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเงินของสหกรณ์
 3. เมื่อสมาชิกไม่พอใจในสหกรณ์ควรนำเสนอความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนเพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ด้วย
 4. คณะกรรมการดำเนินงานมีหน้าที่ในการกู้ยืมเงินจากแหล่งภายนอกเพื่อใช้ในกิจการ สหกรณ์
 5. ผู้จัดการสหกรณ์ต้องทำการศึกษา วางแผน และวิจัยถึงปัญหาของสหกรณ์ที่สำคัญอยู่เสมอ
 6. การกำหนดนโยบายของสหกรณ์เป็นหน้าที่ของสมาชิกสหกรณ์โดยตรง
 7. การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยย่อยในสหกรณ์จะทำให้สหกรณ์มีความสำเร็จทางธุรกิจได้
 8. การได้รับข้อมูลข่าวสารทางวิชาการเป็นบริการพิเศษที่สหกรณ์ควรจัดให้แก่สมาชิก
 9. สหกรณ์มีเจ้าของและผู้ควบคุมกิจการเป็นคนเดียวกัน
 10. เราวัดผลการดำเนินงานในการติดต่อสื่อสารทางสหกรณ์ได้จากการลาออกจากการเป็นสมาชิกภาพ
 11. การศึกษาสหกรณ์มีความสำคัญในการทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
 12. เราให้การส่งเสริมสหกรณ์แก่สมาชิกเพราะจะช่วยให้สมาชิกเกิดความเข้าใจและมีส่วนในการดำเนินงานสหกรณ์
 13. การให้การส่งเสริมสหกรณ์แก่สาธารณชนไม่จำเป็นเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณและไม่ได้ผล
 14. การตัดสินใจว่าจะยอมรับสิ่งที่ได้รู้มานำมาปฏิบัติหรือไม่ เกิดขึ้นหลังจากการทดลอง
 15. เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของรัฐจะมีความสำคัญแก่กลุ่มเป้าหมายมากที่สุดในขั้นการปฏิบัติ
 16. ในขั้นการทดลองเพื่อนและเพื่อนบ้านจะมีความสำคัญต่อกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
 17. กลุ่มเป้าหมายในระดับที่ 7 คือ เกษตรกรและเยาวชน
 18. การส่งเสริมสหกรณ์ให้แก่พนักงานสหกรณ์เพื่อต้องการให้เกิดการเสริมสร้างสมรรถภาพในการปฏิบัติงาน
 19. ความสำเร็จในการส่งเสริมสหกรณ์ต้องครอบคลุมทั้งด้านกฏหมายและการบริหาร
 20. ในการส่งเสริมการเกษตรผู้เข้าร่วมในการรับการส่งเสริมไม่ต้องให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน
ข้อ 10 คำสั่ง  จงวงกลมรอบคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. ความสำเร็จในฐานะที่เป็นสหกรณ์จะเกิดขึ้นได้จะต้องมาจากความร่วมมือกันจากฝ่ายใด
     ก. สหกรณ์กับบุคคลภายนอก
     ข. คณะกรรมการดำเนินงาน  สมาชิกสหกรณ์  ฝ่ายจัดการสหกรณ์
     ค. ผู้จัดการสหกรณ์  พนักงาน  สมาชิก
     ง. พนักงาน  สมาชิก  บุคคลภายนอก  กรรมการจัดการสหกรณ์

จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 2-5
     1. ควบคุม ดูแล เจ้าหน้าที่ คณะกรรมการดำเนินงาน
     2. กำหนดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์
     3. เลือกตั้งและถอดถอนกรรมการดำเนินงาน
     4. เรียกประชุมตามวาระ
     5. คัดเลือกผู้จัดการที่มีความสามารถ
     6. พัฒนาธุรกิจ
     7. กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทน
2. ข้อใดคือบทบาทของสมาชิกในการจัดการสหกรณ์
     ก. ข้อ 2 และข้อ 4
     ข. ข้อ 5, 3 และข้อ 2
     ค. ข้อ 1 และข้อ 3
     ง. ข้อ ก และข้อ ค. ถูก
3. ข้อใดคือความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินงานทางด้านธุรกิจ
     ก. ข้อ 5 และข้อ 6
     ข. ข้อ 6 และข้อ 2
     ค. ข้อ 7, 6 และข้อ 5
     ง. ข้อ 2 และข้อ 4
4. ข้อใดเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินงานที่มีต่อสมาชิกสหกรณ์
     ก. ข้อ 7
     ข. ข้อ 5
     ค. ข้อ 4
     ง. ข้อ 2
5. ผู้จัดการสหกรณ์จะมีส่วนในการจัดการสหกรณ์อย่างไร
     ก. ข้อ 1 และข้อ 3
     ข. ข้อ 6 และข้อ 7
     ค. ข้อ 3, 6 และข้อ 7
     ง. ข้อ 1, 3 และ 5
6. การดำเนินธุรกิจหรือการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพจะต้องให้ความสำคัญต่อข้อใด
     ก. การพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
     ข. จำนวนสมาชิกหากมีจำนวนมากจะยิ่งพัฒนาธุรกิจได้ดี
     ค. การพัฒนาสิ่งก่อสร้างและเครื่องอำนวยความสะดวก
     ง. สภาพทางเศรษฐกิจ สังคมของสมาชิก
7. ขั้นตอนที่จะนำสหกรณ์ให้ประสบผลสำเร็จในทางธุรกิจมีหลายขั้นตอน การกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบของหน่วยงานย่อย อยู่ในขั้นตอนใด
     ก. การจัดรูปองค์การ
     ข. การวางแผน
     ค. การอำนวยการ
     ง. การควบคุม
8. ข้อควรคำนึงถึงในการจัดการสหกรณ์ที่ดีคือข้ดใด
     ก. ต้องมีกำไรในแต่ละปีดำเนินการจำนวนมาก
     ข. ต้องหาสมาชิกให้ได้เพิ่มขึ้นทุกปี
     ค. ต้องมีเงินออมของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี
     ง. ต้องมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ
9. ความจำเป็นที่สหกรณ์ต้องมีการติดต่อสื่อสารคืออะไร
     ก. สหกรณ์ตั้งอยู่ห่างไกลจากสมาชิก
     ข. สหกรณ์มีข้อมูลข่าวสารที่ต้องการเผยแพร่มาก
     ค. สหกรณ์มีจำนวนมาชิกมาก
     ง. สหกรณ์มีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอยู่เสมอ
10. เราวัดผลของความสำเร็จในการติดต่อสื่อสารได้จากข้อใด
     ก. จำนวนเงินในการดำเนินการ  จำนวนสมาชิก
     ข. ทัศนคติของผู้รับข่าวสาร  การลาออกจากการเป็นสมาชิก
     ค. ผลการดำเนินงานในรอบปี  จำนวนคณะกรรมการดำเนินงาน
     ง. ขนาดของสถานที่ก่อสร้างสหกรณ์  จำนวนหนังสือเรียน
11. รูปแบบในการติดต่อสื่อสารของสหกรณ์มีอะไรบ้าง
     ก. แบบทางเดียว  แบบสองทาง
     ข. แบบใช้สื่อ  แบบไม่ใช้สื่อ
     ค. แบบให้การศึกษา แบบส่งเสริม
     ง. แบบเป็นกลุ่ม  แบบไม่เป็นกลุ่ม
12. ในระยะการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในช่วงทดลองแหล่งข่าวสารจากที่ใดมีผลมากที่สุด
     ก. โสตทัศนูปกรณ์
     ข. เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร
     ค. พนักงานขาย
     ง. เพื่อนหรือเพื่อนบ้าน
13. โสตทัศนูปกรณ์มีความสำคัญมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงระยะใด
     ก. สนใจ
     ข. ปฏิบัติจริง
     ค. ทดลอง
     ง. ประเมินผล
14. หน่วยงานที่รับผิดชอบการส่งเสริมสหกรณ์ในประเทศไทยคือหน่วยงานใด
     ก. สันนิบาตสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร
     ข. กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์
      ค. สันนิบาตสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์
     ง. กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์การเกษตร
15. สถานีวิทยุ โทรทัศน์ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์มีรายการ "5 นาทีกับสหกรณ์การเกษตร" ทุกวัน การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวถือเป็นวิธีการใดในการติดต่อสื่อสารของสหกรณ์
     ก. แบบกลุ่ม
     ข. แบบมวลชน
     ค. แบบบุคคลต่อบุคคล
     ง. ไม่มีข้อถูก
16. นายชอบชู ชี้ชวน ได้ไปเข้าร่วมประชุมกรรมการสหกรณ์ประจำเดือน เป็นการรับรู้ข่าวสารของสหกรณ์โดยวิธีใด
     ก. แบบมวลชน
     ข. แบบบุคคลต่อบุคคล
     ค. แบบกลุ่ม
     ง. แบบไม่เป็นทางการ
17. นางสาวบุญทัย  ทองแท่ง ได้พูดคุยกับผู้จัดการสหกรณ์เพื่อสอบถามข้อมูลก่อนสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์วิธีการแบบใด เป็นวิธีการที่นางสาวบุญทัย ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
     ก. แบบบุคคลต่อบุคคล
     ข. แบบเป็นทางการ
     ค. แบบทางเดียว
     ง. แบบมวลชน
18. ข้อใดเป็นข้อที่เหมือนกันสำหรับการติดต่อสื่อสารแบบกลุ่มและแบบมวลชน
     ก. ราคาแพง
     ข. ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก
     ค. ใช้กลุ่มเป้าหมายมากในขณะเดียวกัน
     ง. ใช้สื่อช่วยในการสื่อสารโดยต้องเป็นสื่อเฉพาะ
19. กลุ่มเป้าหมายในระดับที่ 3 ในงานส่งเสริมสหกรณ์ในประเทศไทยคือใคร
     ก. ผู้นำสหกรณ์
     ข. เจ้าหน้าที่สหกรณ์
     ค. ผู้จัดการสหกรณ์
     ง. สมาชิกสหกรณ์
20. ในการส่งเสริมสหกรณ์ของประเทศไทย การส่งเสริมในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกรและเยาวชนเราจะทำการส่งเสริมในด้านใด
     ก. ให้มีความสนใจและเข้าร่วมสหกรณ์
     ข. ให้เกิดความเข้าใจในสหกรณ์
     ค. ให้เป็นผู้นำสหกรณ์ที่ดี
     ง. ให้สามารถดำเนินงานได้
21. สหกรณ์มีการจัดการส่งเสริมเผยแพร่ในแบบอื่นนอกจากให้การศึกษาอบรม เช่นอะไรบ้าง
      ก. จับรางวัล
      ข. จัดฉายภาพยนต์
      ค. จัดรถโฆษณา
      ง. จัดทำเอกสารเผยแพร่
22. ปัญหาในการส่งเสริมสหกรณ์คือข้อใด
      ก. สมาชิกมีจำนวนน้อย
      ข. เผยแพร่ได้ในสื่อที่จำกัด
      ค. มีการต่อต้านจากธุรกิจอื่น
     ง. ขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล

 จงใช้ตัวเลือกตัวต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 23-25
     1. ความสำเร็จขั้นกับความร่วมมือของทุกคน
     2. การต้านทาน คัดค้าน เกิดจากบุคคลบางคน
     3. ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ในบุคคลเดียว
     4. การบริหารและกฏหมายจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จ
     5. ต้องอาศัยทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิด
     6. เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่
23. ข้อใดเป็นลักษณะในงานส่งเสริมสหกรณ์ทุกข้อ
     ก. 2, 4, 6
     ข. 1, 3, 5
     ค. 5, 4, 1
     ง. 4, 6, 3
24. ข้อใดเป็นความแตกต่างระหว่างงานส่งเสริมสหกรณ์และงานส่งเสริมการเกษตร
     ก. 3, 4 กับ 1, 6
     ข. 2, 6 กับ 4, 3
     ค. 1, 4 กับ 5, 3
     ง. 6, 3 กับ 4, 5
25. ตัวเลือกใดเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับการส่งเสริมการเกษตรที่ว่า "มีลักษณะเป็นรูปธรรมใช้การแสดงสาธิต"
     ก. ข้อ 6
     ข. ข้อ 5
     ค. ข้อ 3
     ง. ข้อ 1